จากการจัดอันดับ 200บริษัทยอดเยี่ยมของเอเชียที่มีมูลค่าบริษัทไม่ถึง1,000ล้านเหรียญ ปรากฎว่ามีบริษัทไทยติดอันดับอยู่ด้วย5บริษัท แต่ผมจะขอบอกรายละเอียดคร่าวๆว่าบริษัทจากประเทศไหนบ้างที่ติดอันดับ และกลุ่มอุตสาหกรรมที่ติดอันดับมากที่สุด10อันดับ
ประเทศ (บริษัท)
1.Taiwan (41)
2.China (23)
3.Hong Kong (22)
Japan (22)
5.South Korea (21)
6.Singapore (20)
7.India (17)
8.Australia (12)
9.Malaysia (9)
10.Thailand (5)
11.New Zealand (4)
12.Pakistan (2)
13.Philippines (1)
Srilanka (1)
ดูจากอันดับประเทศที่มีบริษัทติดอันดับมากๆแล้วไม่น่าแปลกใจเท่าไหร่ เพราะประเทศจีนซึ่งเศรษฐกิจโตแบบฉุดไม่อยู่น่าจะต้องติดเยอะ ส่วนด้านเทคโนโลยีไต้หวัน,ญี่ปุ่นและเกาหลีใต้เป็นผู้ผลิตหลักๆของโลกอยู่แล้ว
ลองมาดูประเภทอุตสาหกรรมกันต่อดีกว่า(ผมเลือกเฉพาะ10อุตสาหกรรมที่มีบริษัทติดมากที่สุด)
อุตสาหกรรม (บริษัท) -ต่อด้วยตัวเลขที่น่าสนใจ
1.electrical components (20) -Taiwan (12) Japan (4) South Korea (2)
2.Semiconductors (13)-Taiwan(8) Japan (2) South Korea (2) และ Thailand (1) ของประเทศไทยคือบริษัท Team Precision
3.Industrial equipment (9)
4.metal working (8)
5.drugs (7)-India(3) South Korea (3) Hong Kong(1)
6.mining (5) Australia ทั้ง5เลยครับ
7.auto parts (4)
real estate development (4)
women apparel (4)
Chemicals (4)- มีบริษัท Thai Carbon Black ของไทยอยู่ด้วย
ประเภทของอุตสาหกรรมเป็นเรื่องที่น่าสนใจมากเพราะเราได้รู้ถึงเทรนด์ปัจจุบันและแนวโน้มในอนาคต ที่ผมสังเกตุเห็นคือไต้หวันมีบริษัทในกลุ่มอุตสาหกรรมที่ติดอันดับเยอะมาก ที่สำคัญยังมีกลุ่มที่ไม่ติดสิบอันดับนี้แต่เกี่ยวข้องกับกลุ่มที่2โดยตรงคือ semiconductor machinery (3) โดยมีบริษัทไต้หวันถึง2จาก3บริษัทในกลุ่มนี้
แต่ถือเป็นเรื่องที่ดีที่บริษัท Team Precision หรือชื่อย่อในตลาดหลักทรัพย์ว่า Team อยู่ในอุตสาหกรรมนี้ด้วย อย่างน้อยก็มีบริษัทไทยที่เกาะเทรนด์นี้ไปด้วย
พอแค่นี้ก่อนดีกว่า ไว้ผมจะมาต่อเรื่อง5บริษัทไทยว่ามีอะไรบ้างและใครทำธุรกิจอะไรกัน
วันพุธที่ ๑๐ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๕๐
วันพุธที่ ๓ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๕๐
สินค้าที่จับต้องไม่ได้
ตั้งแต่อดีตจนมาถึงปัจจุบัน โลกทางการค้าได้พัฒนารูปแบบขึ้นมาเรื่อยๆ เมื่อก่อนมีการแลกเปลี่ยนสินค้าต่อสินค้ากันโดยตรง ต่อมาได้มีการใช้สัญลักษณ์แทนให้การแลกเปลี่ยน ยุคแรกเป็นพวกเบี้ยต่างๆปัจจุบันก็เป็นเงินตราสกุลต่างๆ
ในปัจจุบันคนเราเริ่มจับต้องเงินตรากันน้อยลง แต่ให้เลขดิจิตอลในการใช้จ่าย รูปแบบที่เห็นได้ชัดเจนคือ บัตรเครดิต,เช็ค และการโอนเงินผ่านทาง atm หรือผ่านอินเตอร์เนต สิ่งที่พัฒนาขึ้นมาอีกคือบัตรเครดิตสำหรับอินเตอร์เนตที่เรียกว่า e-webcard ซึ่งธนาคารจะให้เลขที่บัตรกับเลขหลังบัตร3ตัวมา แต่ไม่มีบัตรจริงๆ(ซึ่งผมใช้อยู่แล้วยอมรับว่าสะดวกมาก) ล่าสุดผมได้ซื้อเกมmonopoly(บ้านเราเรียกว่าเกมเศรษฐี) และเกมchocolatier(ประมาณว่าเป็นพ่อค้าช็อกโกแลต) มาจากเวบgamehouse.com ประเด็นที่ผมต้องการจะบอกอยู่ตรงนี้ครับ ทางgamehouseไม่ได้ส่งcdหรือdvdหรืออะไรมาให้ผมเลย ผมต้องทำการdownload fileจากเวบมาเอง และนำuserกับรหัสที่ทางgamehouseส่งมาให้ทางอีเมลหลังจากจ่ายเงินแล้วมาลงทะเบียนอีกที
พวกซอฟท์แวร์ต่างๆจริงๆแล้วผมถือว่าเราไม่สามารถจับต้องมันได้(เราจับได้แต่ภาชนะที่บรรจุมันไว้) แต่มีค่ามหาศาลต่อชีวิตคนในปัจจุบัน
secondlifeเป็นอีกหนึ่งตัวอย่าง ที่มีประชากรจำนวน9ล้านคนในvitual worldแห่งนี้ และสกุลเงินที่สามารถนำมาแลกเป็นเงินจริงๆได้เป็นสิ่งที่น่าดึงดูดสำหรับผู้เล่นรายย่อยๆทีต้องการหารายได้บนโลกไซเบอร์ นอกจากนี้พื้นที่ในsecondlifeกลายเป็นสมรภูมิรบของบรรดาบริษัทยักษ์ใหญ่ต่างๆที่ลงป้ายโฆษณาตามที่ต่างๆในโลกเสมือนจริง รวมถึงการสร้างร้านค้าเพื่อขายของ และสร้างเมืองของบริษัทของตนขึ้นมาบนโลกเสมือนจริง(มหาวิทยาลัยต่างๆเปิดสอนในsecondlifeกันด้วย ซึ่งของไทยก็มีabacที่กำลังดำเนินการสร้างอยู่)
จากที่ได้กล่าวมาทั้งหมดนั้นแสดงให้เห็นว่าโลกกำลังเดินหน้าเข้าสู่โลกเสมือนจริง ที่เราจับต้องสิ่งของกันน้อยลงแต่มีประสิทธิผลมากขึ้น
ในปัจจุบันคนเราเริ่มจับต้องเงินตรากันน้อยลง แต่ให้เลขดิจิตอลในการใช้จ่าย รูปแบบที่เห็นได้ชัดเจนคือ บัตรเครดิต,เช็ค และการโอนเงินผ่านทาง atm หรือผ่านอินเตอร์เนต สิ่งที่พัฒนาขึ้นมาอีกคือบัตรเครดิตสำหรับอินเตอร์เนตที่เรียกว่า e-webcard ซึ่งธนาคารจะให้เลขที่บัตรกับเลขหลังบัตร3ตัวมา แต่ไม่มีบัตรจริงๆ(ซึ่งผมใช้อยู่แล้วยอมรับว่าสะดวกมาก) ล่าสุดผมได้ซื้อเกมmonopoly(บ้านเราเรียกว่าเกมเศรษฐี) และเกมchocolatier(ประมาณว่าเป็นพ่อค้าช็อกโกแลต) มาจากเวบgamehouse.com ประเด็นที่ผมต้องการจะบอกอยู่ตรงนี้ครับ ทางgamehouseไม่ได้ส่งcdหรือdvdหรืออะไรมาให้ผมเลย ผมต้องทำการdownload fileจากเวบมาเอง และนำuserกับรหัสที่ทางgamehouseส่งมาให้ทางอีเมลหลังจากจ่ายเงินแล้วมาลงทะเบียนอีกที
พวกซอฟท์แวร์ต่างๆจริงๆแล้วผมถือว่าเราไม่สามารถจับต้องมันได้(เราจับได้แต่ภาชนะที่บรรจุมันไว้) แต่มีค่ามหาศาลต่อชีวิตคนในปัจจุบัน
secondlifeเป็นอีกหนึ่งตัวอย่าง ที่มีประชากรจำนวน9ล้านคนในvitual worldแห่งนี้ และสกุลเงินที่สามารถนำมาแลกเป็นเงินจริงๆได้เป็นสิ่งที่น่าดึงดูดสำหรับผู้เล่นรายย่อยๆทีต้องการหารายได้บนโลกไซเบอร์ นอกจากนี้พื้นที่ในsecondlifeกลายเป็นสมรภูมิรบของบรรดาบริษัทยักษ์ใหญ่ต่างๆที่ลงป้ายโฆษณาตามที่ต่างๆในโลกเสมือนจริง รวมถึงการสร้างร้านค้าเพื่อขายของ และสร้างเมืองของบริษัทของตนขึ้นมาบนโลกเสมือนจริง(มหาวิทยาลัยต่างๆเปิดสอนในsecondlifeกันด้วย ซึ่งของไทยก็มีabacที่กำลังดำเนินการสร้างอยู่)
จากที่ได้กล่าวมาทั้งหมดนั้นแสดงให้เห็นว่าโลกกำลังเดินหน้าเข้าสู่โลกเสมือนจริง ที่เราจับต้องสิ่งของกันน้อยลงแต่มีประสิทธิผลมากขึ้น
วันอาทิตย์ที่ ๒๓ กันยายน พ.ศ. ๒๕๕๐
Paypal ธุรกรรมทางการเงินยุคใหม่
ในยุคที่เทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและอัตราการเติบโตของร้านค้าออนไลน์เจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว สิ่งหนึ่งที่บรรดาเจ้าของร้านค้าทั้งแบรนด์ระดับโลกอย่างapple ebay adidas etc. และร้านE-commerceแบบเพียวๆ ต้องคิดก็คือทำอย่างไรให้คนกล้าที่จะซื้อของผ่านทางเว็บไซท์ของตน คนส่วนใหญ่มักจะไม่กล้าสั่งซื้อของผ่านทางอินเตอร์เน็ตเนื่องจากไม่แน่ใจว่าจะได้ของรึเปล่า(คุณภาพสินค้าคงไม่ใช่ประเด็นหลักสำหรับแบรนด์ดังๆ หรือสินค้าที่คนอยากได้อยู่แล้ว) และค่าธรรมเนียมที่แพงในการใช้บัตรเครดิตและโอนเงินข้ามประเทศเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ร้านค้าออนไลน์ไม่โตเท่าที่ควร แต่เมื่อมีบริษัทหนึ่งเปิดให้บริการการโอนเงิน ชำระผ่านอินเตอร์ที่ปลอดภัยและราคาถูก(สมัครฟรี และเสียค่าธรรมเนียมที่ถูกกว่าธนาคารและบัตรเครดิต) ทำให้ร้านค้าออนไลน์ในประเทศที่เจริญแล้วสามารถเติบโตได้หลายสิบเท่าตัว
ผมคิดว่าธุรกิจในไทยน่าจะมาใช้บริการนี้กันนะครับ เป็นอีกช่องทางสำหรับลูกค้าที่จะจ่ายเงินให้แก่เรา(ในทางกลับกันคือช่องทางเราจะได้เงิน) บริการนี้เป็นของPaypalครับ
อะไรคือPaypal? Paypal คือบริการเพื่อการโอนเงิน ชำระเงิน สำหรับธุรกรรมE-commerce ระหว่างผู้ค้าขาย หรือบุคคลธรรมดาที่ต้องการโอนเงินให้กัน
จุดเด่นของpaypal
1.อยู่ที่การคิดค่าบริการที่ต่ำกว่าบัตรเครดิตหรือธนาคารทั่วไป และสมัครใช้บริการฟรีครับ(ยุคแรกๆมีการแจกเงินให้ผู้สมัครด้วย)
2.คนขายที่เป็นบุคคลธรรมดาสามารถใช้ได้ไม่ยุ่งยากเหมือนกับการรับบัตรเครดิตซึ่งต้องไปสมัครกับสถาบันการเงินก่อน
3.เป็นที่ยอมรับอย่างแพร่หลาย ตอนนี้มีผู้ใช้บัญชีPaypalมากกว่า150ล้านคนแล้ว และธุรกรรมการเงินในebayมากกว่า60%ใช้บริการของPaypal(จนebayตัดสินใจเข้าซื้อpaypalในราคา1.5พันล้านUSD หรือเกือบ6หมื่นล้านบาท) และบริษัทต่างๆที่ให้บริการทางอินเตอร์เน็ตเพิ่มบริการชำระเงินผ่านPaypalกันเกือบหมดแล้ว(รายใหญ่ๆใช้กันหมดแล้วครับ)
การสมัคร Paypal จำเป็นต้องมีเครดิตการ์ด หรือบัตรเว็บการ์ด ในการยืนยันบัญชี ถ้ายังไม่มีอ่านได้ที่นี่ครับวิธีการสมัครเว็บการ์ดครับ
ถ้ามีแล้วก็คลิกที่รูปนี้ได้เลยครับ
.
เข้าสู่เว็บไซต์แล้ว คลิกที่ Sign Up เพื่อสมัครสมาชิก ก็จะมีให้เลือกสมัครสมาชิกแบบต่างๆ
มี Personal สำหรับซื้อของ online แต่ไม่สามารถชำระเงินผ่านบัตรเครดิตได้ ไม่แนะนำครับ เพราะไม่สะดวก
แล้วก็จะมี แบบ Premier และแบบ Business แบบ Business จะอยู่ในรูปแบบบริษัท
แนะนำให้สมัคร แบบ Premier เพราะจะสามารถรับเงินได้ไม่จำกัด และสามารถใช้ใน การซื้อขายสินค้า ที่ eBay ได้ และสามารถใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตได้อย่างสะดวก(สมัครฟรีครับ เพราะฉะนั้นเลือกPremierไปเลย)
เลือกประเทศ Thailand แล้วไปขั้นตอนต่อไป
กรอกชื่อที่อยู่ e-mail แล้วตั้ง Password รหัสกันลืม เหมือนๆกับการสมัคร ทั่วๆไป
อย่าลืมกรอกเป็นภาษาอังกฤษนะครับ
แล้วก็จะมีให้อ่านเกี่ยวกับระบบความปลอดภัย และข้อตกลงต่างๆ ก็ให้ตอบ Yes ทั้งสองข้อครับ
แล้วก็ให้ใส่ อักษรสุ่มที่แสดงให้เห็นในช่องว่าง
จากนั้นระบบจะให้ add บัตรเครดิต ท่านใดมีบัตรเว็บการ์ด
ก็กรอกข้อมูล card type แบบ VISA นะครับ
ใส่หมายเลข บัตร ใส่วันหมดอายุ และรหัส 3 ตัวของเครดิตการ์ดของเรา
ระบบก็จะแจ้งว่าคุณได้ทำการ add บัตรเรียบร้อยแล้ว แต่ยังเหลือขั้นตอนในการ ตรวจสอบว่า
บัตรนั้นเป็นของคุณจริงหรือป่าว โดยจะให้คลิก Get Number แต่ก่อนอื่น
เรา cancel ขั้นตอนนี้ไปก่อนก็ได้ถ้ายังไม่มีบัตรทั้งสองอย่าง(ไปสมัครแล้วค่อยกลับมากรอกได้ในภายหลังครับ วิธีการสมัครเว็บการ์ดครับ)
ให้เราเข้าไปเช็ค e-mail ของเราก่อน เพื่อคลิกยืนยันการสมัคร Paypal ให้เสร็จก่อน
ก็จะมีลิ้งค์ Activate account ให้คลิก เมื่อคลิกแล้ว ระบบก็จะให้ใส่ password ที่ตั้งขึ้นตอนสมัคร
แล้วกดยืนยัน พอยืนยันแล้วก็กด continue
ก็จะไปที่หน้า บัญชี Paypal
โดยในบัญชี จะยังบอกว่าเราเป็น Unverified
ก็ให้เราคลิก Status:Thai-Unverified เพื่อยืนยันบัตรเครดิต
การยืนยันบัตรเครดิต ระบบจะหักเงินจากบัตร $1.95 หรือประมาณไม่เกิน 70 บาทครับ
(และระบบจะคืนเงิน $1.95 ให้ เมื่อเราทำการสั่งจ่ายเงินออกจาก Paypal ครั้งแรก สรุปว่าเราไม่เสียค่าสมัครใดๆเลย)
คลิก Get number แล้วก็ Continue
ก็เป็นอันเสร็จ เราก็รอดูรายการการใช้บัตรเครดิต ที่จะรายงานสรุปยอด
สำหรับบัตรเว็บการ์ด ก็ให้รอประมาณ 2 วัน เมื่อ login เข้า เว็บ kasikornbank เพื่อดูยอดบัญชี บัตรเว็บการ์ด(kbankจะส่งอีเมลมาแจ้งครับ บริการดีจริงๆ แล้วหลังจากนั้นอีก3วันถึงจะหักเงินออกจากบัญชี)
แล้วดูในส่วนการใช้บัตร จะมีแจ้ง เลข 4 ตัว ****PAYPAL ตามด้วย paypal
เป็นการแจ้งว่า เราได้ใช้จ่าย รายการนี้ โดยมีรหัส 4 ตัว
เราก็นำเลข 4 ตัวนี้แหละครับ ในการยืนยันว่าเราเป็นเจ้าของบัตรจริงๆ ไม่ได้นำบัตรใครมาแอบอ้าง
...ก็ให้เรา login เข้า Paypal ดูที่เมนูด้านซ้าย คลิกเข้าไปที่Status:Thai-Unverified
เพื่อเข้าไปกรอกยืนยัน แล้ว Submit สถานะของบัญชีเราก็จะเป็น Verified
เป็นอันเสร็จสมบูรณ์ในการสมัคร
ต่อมาคือขั้นตอนในการใช้งาน
สำหรับจ่ายเงิน ไม่ต้องเติมเงินในบัญชีPaypalครับ Paypalจะหักเงินจากcredit cardหรือเweb cardของเราเอง สะดวกดี
สำหรับรับเงิน ไม่ยุ่งยากเช่นกันแค่กรอกข้อมูลบัญชีไว้ก่อนดังนี้ครับ
ก่อนอื่น เราต้องทำการเชื่อมกับธนาคารในประเทศไทยก่อน
ธนาคารไหนก็ได้นะครับให้เรา login paypal แล้วไปที่ Profile
แล้วไปที่ Financial Information แล้วคลิกที่ Bank Accounts
แล้วเราก็เลือก Thailand แล้วกด Continue ก็จะมีให้เลือกธนาคารของเราที่ประเทศไทย
แล้วกรอกเลขที่บัญชีธนาคาร ชื่อบัญชีธนาคาร จะต้องเหมือนกับที่ใช้เปิด paypal นะครับ ก็คือ บัญชีธนาคารจะต้องเปิดชื่อเรานั่นเอง
พอเรากรอกข้อมูลแล้ว ก็ กด Continue
แล้วก็กด Add Bank Account ได้เลย
(ถ้า Bank account ไม่ตรงกัน หมายถึงชื่อนามสกุลไม่ตรงกัน จะ add ไม่ได้ และจะเสียค่าธรรมเนียม 15 บาทนะครับ)
สำหรับเวลาจะ ถอนเงินจาก Paypal ก็มาที่ เมนู Withdraw
แล้วคลิกที่ Transfer Funds to your bank account
ใช้เวลาไม่เกิน 5วันเงินก็จะเข้าบัญชีครับ ถ้าเงินโอนต่ำกว่า 5000 บาท จะเสียค่าธรรมเนียม 50 บาทครับ
ถ้าตั้งแต่ 5000บาทขึ้นไป ไม่มีค่าธรรมเนียมครับ(ส่วนใหญ่ถ้าทำธุรกิจน่าจะเกินอยู่แล้วล่ะ)
ปล.บัตรเครดิตไม่สามารถใช้รับเงินได้ และในทางกลับกัน Paypal ก็ไม่สามารถ ดึงเงินจาก บัญชีธนาคาร ของเราได้ สรุปก็คือใช้บัตรเครดิตในการจ่าย ใช้ธนาคารในการรับเงิน
ปล.2 ใช้เว็บการ์ดปลอดภัยกว่าบัตรเครดิตครับเพราะทางkbankจะแจ้งให้ทราบว่ามีการใช้บัตรเว็บการ์ดซื้อสินค้า ถ้าคุณไม่ต้องการซื้อหรือไม่ใช่คนซื้อก็สามารถทักท้วงและสั่งยกเลิกได้ครับ อีกอย่างเว็บการ์ดไม่มีเป็นตัวบัตรจริงๆไม่ต้องกลัวคนมาขโมยไปใช้(นอกจากคุณจะบอกหมายเลขเว็บการ์ดและcvvให้ผู้อื่นทราบเอง แต่ก็นำไปใช้ได้แค่ธุรกรรมบนอินเตอร์เน็ตซึ่งทางkbankก็จะแจ้งกลับมาอีกนั่นแหละ)
หวังว่าสิ่งที่ผมแนะนำจะมีประโยชน์ต่อคนที่ได้อ่านนะครับ ผมคิดว่าธุรกิจออนไลน์ในบ้านเรายังโตได้อีกเยอะเลยทีเดียว
ผมคิดว่าธุรกิจในไทยน่าจะมาใช้บริการนี้กันนะครับ เป็นอีกช่องทางสำหรับลูกค้าที่จะจ่ายเงินให้แก่เรา(ในทางกลับกันคือช่องทางเราจะได้เงิน) บริการนี้เป็นของPaypalครับ
อะไรคือPaypal? Paypal คือบริการเพื่อการโอนเงิน ชำระเงิน สำหรับธุรกรรมE-commerce ระหว่างผู้ค้าขาย หรือบุคคลธรรมดาที่ต้องการโอนเงินให้กัน
จุดเด่นของpaypal
1.อยู่ที่การคิดค่าบริการที่ต่ำกว่าบัตรเครดิตหรือธนาคารทั่วไป และสมัครใช้บริการฟรีครับ(ยุคแรกๆมีการแจกเงินให้ผู้สมัครด้วย)
2.คนขายที่เป็นบุคคลธรรมดาสามารถใช้ได้ไม่ยุ่งยากเหมือนกับการรับบัตรเครดิตซึ่งต้องไปสมัครกับสถาบันการเงินก่อน
3.เป็นที่ยอมรับอย่างแพร่หลาย ตอนนี้มีผู้ใช้บัญชีPaypalมากกว่า150ล้านคนแล้ว และธุรกรรมการเงินในebayมากกว่า60%ใช้บริการของPaypal(จนebayตัดสินใจเข้าซื้อpaypalในราคา1.5พันล้านUSD หรือเกือบ6หมื่นล้านบาท) และบริษัทต่างๆที่ให้บริการทางอินเตอร์เน็ตเพิ่มบริการชำระเงินผ่านPaypalกันเกือบหมดแล้ว(รายใหญ่ๆใช้กันหมดแล้วครับ)
การสมัคร Paypal จำเป็นต้องมีเครดิตการ์ด หรือบัตรเว็บการ์ด ในการยืนยันบัญชี ถ้ายังไม่มีอ่านได้ที่นี่ครับวิธีการสมัครเว็บการ์ดครับ
ถ้ามีแล้วก็คลิกที่รูปนี้ได้เลยครับ
เข้าสู่เว็บไซต์แล้ว คลิกที่ Sign Up เพื่อสมัครสมาชิก ก็จะมีให้เลือกสมัครสมาชิกแบบต่างๆ
มี Personal สำหรับซื้อของ online แต่ไม่สามารถชำระเงินผ่านบัตรเครดิตได้ ไม่แนะนำครับ เพราะไม่สะดวก
แล้วก็จะมี แบบ Premier และแบบ Business แบบ Business จะอยู่ในรูปแบบบริษัท
แนะนำให้สมัคร แบบ Premier เพราะจะสามารถรับเงินได้ไม่จำกัด และสามารถใช้ใน การซื้อขายสินค้า ที่ eBay ได้ และสามารถใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตได้อย่างสะดวก(สมัครฟรีครับ เพราะฉะนั้นเลือกPremierไปเลย)
เลือกประเทศ Thailand แล้วไปขั้นตอนต่อไป
กรอกชื่อที่อยู่ e-mail แล้วตั้ง Password รหัสกันลืม เหมือนๆกับการสมัคร ทั่วๆไป
อย่าลืมกรอกเป็นภาษาอังกฤษนะครับ
แล้วก็จะมีให้อ่านเกี่ยวกับระบบความปลอดภัย และข้อตกลงต่างๆ ก็ให้ตอบ Yes ทั้งสองข้อครับ
แล้วก็ให้ใส่ อักษรสุ่มที่แสดงให้เห็นในช่องว่าง
จากนั้นระบบจะให้ add บัตรเครดิต ท่านใดมีบัตรเว็บการ์ด
ก็กรอกข้อมูล card type แบบ VISA นะครับ
ใส่หมายเลข บัตร ใส่วันหมดอายุ และรหัส 3 ตัวของเครดิตการ์ดของเรา
ระบบก็จะแจ้งว่าคุณได้ทำการ add บัตรเรียบร้อยแล้ว แต่ยังเหลือขั้นตอนในการ ตรวจสอบว่า
บัตรนั้นเป็นของคุณจริงหรือป่าว โดยจะให้คลิก Get Number แต่ก่อนอื่น
เรา cancel ขั้นตอนนี้ไปก่อนก็ได้ถ้ายังไม่มีบัตรทั้งสองอย่าง(ไปสมัครแล้วค่อยกลับมากรอกได้ในภายหลังครับ วิธีการสมัครเว็บการ์ดครับ)
ให้เราเข้าไปเช็ค e-mail ของเราก่อน เพื่อคลิกยืนยันการสมัคร Paypal ให้เสร็จก่อน
ก็จะมีลิ้งค์ Activate account ให้คลิก เมื่อคลิกแล้ว ระบบก็จะให้ใส่ password ที่ตั้งขึ้นตอนสมัคร
แล้วกดยืนยัน พอยืนยันแล้วก็กด continue
ก็จะไปที่หน้า บัญชี Paypal
โดยในบัญชี จะยังบอกว่าเราเป็น Unverified
ก็ให้เราคลิก Status:Thai-Unverified เพื่อยืนยันบัตรเครดิต
การยืนยันบัตรเครดิต ระบบจะหักเงินจากบัตร $1.95 หรือประมาณไม่เกิน 70 บาทครับ
(และระบบจะคืนเงิน $1.95 ให้ เมื่อเราทำการสั่งจ่ายเงินออกจาก Paypal ครั้งแรก สรุปว่าเราไม่เสียค่าสมัครใดๆเลย)
คลิก Get number แล้วก็ Continue
ก็เป็นอันเสร็จ เราก็รอดูรายการการใช้บัตรเครดิต ที่จะรายงานสรุปยอด
สำหรับบัตรเว็บการ์ด ก็ให้รอประมาณ 2 วัน เมื่อ login เข้า เว็บ kasikornbank เพื่อดูยอดบัญชี บัตรเว็บการ์ด(kbankจะส่งอีเมลมาแจ้งครับ บริการดีจริงๆ แล้วหลังจากนั้นอีก3วันถึงจะหักเงินออกจากบัญชี)
แล้วดูในส่วนการใช้บัตร จะมีแจ้ง เลข 4 ตัว ****PAYPAL ตามด้วย paypal
เป็นการแจ้งว่า เราได้ใช้จ่าย รายการนี้ โดยมีรหัส 4 ตัว
เราก็นำเลข 4 ตัวนี้แหละครับ ในการยืนยันว่าเราเป็นเจ้าของบัตรจริงๆ ไม่ได้นำบัตรใครมาแอบอ้าง
...ก็ให้เรา login เข้า Paypal ดูที่เมนูด้านซ้าย คลิกเข้าไปที่Status:Thai-Unverified
เพื่อเข้าไปกรอกยืนยัน แล้ว Submit สถานะของบัญชีเราก็จะเป็น Verified
เป็นอันเสร็จสมบูรณ์ในการสมัคร
ต่อมาคือขั้นตอนในการใช้งาน
สำหรับจ่ายเงิน ไม่ต้องเติมเงินในบัญชีPaypalครับ Paypalจะหักเงินจากcredit cardหรือเweb cardของเราเอง สะดวกดี
สำหรับรับเงิน ไม่ยุ่งยากเช่นกันแค่กรอกข้อมูลบัญชีไว้ก่อนดังนี้ครับ
ก่อนอื่น เราต้องทำการเชื่อมกับธนาคารในประเทศไทยก่อน
ธนาคารไหนก็ได้นะครับให้เรา login paypal แล้วไปที่ Profile
แล้วไปที่ Financial Information แล้วคลิกที่ Bank Accounts
แล้วเราก็เลือก Thailand แล้วกด Continue ก็จะมีให้เลือกธนาคารของเราที่ประเทศไทย
แล้วกรอกเลขที่บัญชีธนาคาร ชื่อบัญชีธนาคาร จะต้องเหมือนกับที่ใช้เปิด paypal นะครับ ก็คือ บัญชีธนาคารจะต้องเปิดชื่อเรานั่นเอง
พอเรากรอกข้อมูลแล้ว ก็ กด Continue
แล้วก็กด Add Bank Account ได้เลย
(ถ้า Bank account ไม่ตรงกัน หมายถึงชื่อนามสกุลไม่ตรงกัน จะ add ไม่ได้ และจะเสียค่าธรรมเนียม 15 บาทนะครับ)
สำหรับเวลาจะ ถอนเงินจาก Paypal ก็มาที่ เมนู Withdraw
แล้วคลิกที่ Transfer Funds to your bank account
ใช้เวลาไม่เกิน 5วันเงินก็จะเข้าบัญชีครับ ถ้าเงินโอนต่ำกว่า 5000 บาท จะเสียค่าธรรมเนียม 50 บาทครับ
ถ้าตั้งแต่ 5000บาทขึ้นไป ไม่มีค่าธรรมเนียมครับ(ส่วนใหญ่ถ้าทำธุรกิจน่าจะเกินอยู่แล้วล่ะ)
ปล.บัตรเครดิตไม่สามารถใช้รับเงินได้ และในทางกลับกัน Paypal ก็ไม่สามารถ ดึงเงินจาก บัญชีธนาคาร ของเราได้ สรุปก็คือใช้บัตรเครดิตในการจ่าย ใช้ธนาคารในการรับเงิน
ปล.2 ใช้เว็บการ์ดปลอดภัยกว่าบัตรเครดิตครับเพราะทางkbankจะแจ้งให้ทราบว่ามีการใช้บัตรเว็บการ์ดซื้อสินค้า ถ้าคุณไม่ต้องการซื้อหรือไม่ใช่คนซื้อก็สามารถทักท้วงและสั่งยกเลิกได้ครับ อีกอย่างเว็บการ์ดไม่มีเป็นตัวบัตรจริงๆไม่ต้องกลัวคนมาขโมยไปใช้(นอกจากคุณจะบอกหมายเลขเว็บการ์ดและcvvให้ผู้อื่นทราบเอง แต่ก็นำไปใช้ได้แค่ธุรกรรมบนอินเตอร์เน็ตซึ่งทางkbankก็จะแจ้งกลับมาอีกนั่นแหละ)
หวังว่าสิ่งที่ผมแนะนำจะมีประโยชน์ต่อคนที่ได้อ่านนะครับ ผมคิดว่าธุรกิจออนไลน์ในบ้านเรายังโตได้อีกเยอะเลยทีเดียว
วันจันทร์ที่ ๑๗ กันยายน พ.ศ. ๒๕๕๐
ข้อคิดจากกระแสจตุคามรามเทพ
ความจริงผมอยากจะเขียนเรื่องนี้มานานแล้ว แต่ไม่อยากขัดต่อกระแสที่กำลังมาแรง ตอนนี้ฝุ่นควันที่ตลบอบอวลได้จางลงแล้ว คงได้ฤกษ์ในการเขียนซะที
ผมมองกระแสจตุคามฟีเวอร์ว่าเหมือนกับยุคตื่นทองในอเมริกา ที่ผู้คนยกพลกันไปขุดทองซึ่งมีผู้คนจำนวนมากที่ต้องผิดหวัง มีเพียงกลุ่มแรกๆเท่านั้นแหละที่ประสบผลสำเร็จ
แน่นอนว่าผู้เล่นที่ลงสนามในการแย่งส่วนแบ่งในตลาดจตุคามย่อมมองเห็นกำไรมหาศาล แต่ในโลกทุนนิยมมันไม่ง่ายขนาดนั้น ที่ไหนมีกำไรที่นั่นย่อมมีคู่แข่ง และยิ่งเป็นธุรกิจที่ไม่มีกำแพงที่จะเป็นอุปสรรคให้ผู้เล่นหน้าใหม่เสียเปรียบ(ต้นทุนการผลิต สิทธิบัตร สัมปทาน) ยิ่งไปกันใหญ่เพราะเป็นการเปิดโอกาสให้ทุกคนที่อยากร่วมวงสามารถเข้ามาได้โดยไม่มีขวากหนามใดๆมาขวางกั้น บางรายเข้ามาจับเสือมือเปล่าด้วย แสดงว่าไร้กำแพงอุปสรรค
พอมีคู่แข่งมากขึ้นการตั้งราคาก็ต้องต่ำลงด้วย ตามหลักของอุปสงค์-อุปทาน เมื่อถึงจุดๆหนึ่งที่จำนวนจตุคามมากกว่าจำนวนคนในประเทศ นั่นเท่ากับว่าโอกาสที่ผู้เล่นจะกอดคอกันแพ้มีสูงมาก นอกจากจะมีจุดเด่นที่คู่แข่งไม่มี แต่เนื่องจากตลาดจตุคามแทบจะไม่มีอะไรที่จะแสดงให้เห็นถึงข้อแตกต่างใดๆทั้งสิ้น(สังเกตุได้จากการถามคนที่หามาบูชายังไม่รู้เลยว่าจะดูได้ยังไงว่าองค์ไหนแท้หรือปลอม ผมจะบอกไว้ก่อนว่าที่ขายตามวัดยังมีของปลอมขายเลยครับ) นอกจากจะมีเซียนๆมาช่วยปั้นและปั่นให้ดัง(ราคาขายของผู้เล่นไม่ได้เพิ่มครับ จะเพิ่มในตลาดรองนั่นคือแผงพระ แต่จะได้ยอดจองเพิ่มขึ้น)
กลับมายุคตื่นทองดีกว่า ทราบรึเปล่าว่าใครที่ได้ผลประโยชน์มากที่สุดในยุคตื่นทอง???
คำตอบคือ "ลีวายส์"ครับ ผู้ที่มองเห็นโอกาสที่ซ่อนเร้นอยู่คือผู้ชนะที่แท้จริง ในยุคตื่นทองผู้คนต่างตาบอดวิ่งเข้าหาแต่สิ่งที่ตนคิดว่ามีมูลค่ามหาศาล รุมยื้อแย่งกัน แต่ผู้ที่สามารถเปิดตา หยุดเดินแล้วปล่อยให้ผู้คนบรรดาฝูงชนที่บ้าคลั่งเข้าไปแย่งผลประโยชน์อันมีอยู่จำกัดกัน จะมีเวลาที่จะมองเหตุการณ์ และคิดหาขุมทรัพย์ใหม่ๆที่ไม่ต้องไปแย่งกับใคร จนสามารถใช้ประโยชน์จากฝูงชนนั้นได้ แน่นอนว่าจากเหตุการณ์ตื่นทองผู้ที่ได้รับผลประโยชน์จะมีพวกโรงแรม คนขายจอบ เป็นต้น
สำหรับจตุคามแน่นอนว่าคนที่ได้รับผลพลอยได้คือพวกผลิตกรอบพระ ช่างหล่อพระ โรงงานพิมพ์พระ ร้านทำป้าย โรงพิมพ์ หนังสือพิมพ์ที่ลงโฆษณา ห้างร้านต่างๆที่ให้คนเช่าที่ รวมไปถึงโรงแรม การท่องเที่ยวในจ.นครศรีธรรมราช และสายการบิน แต่ที่ได้มากที่สุดคือจังหวัดนครศรีธรรมราชครับ เพราะค่าเช่าในการทำพิธีที่ศาลหลักเมืองวันละ50,000 บาทและมีคนจองทุกวันครับ ส่วนวัดที่ผู้จัดสร้างจตุคามที่สร้างอะไรให้นั่นผมว่าไม่แน่ว่าจะได้รึเปล่า เพราะถ้าผู้จัดสร้างขาดทุนก็คงไม่มีเงินมาสร้างล่ะครับ
โอกาสหน้าจะมีอะไรมาเป็นกระแสให้ฝูงชนกระโจนเข้าใส่ก็ดูดีๆก่อนนะครับ บางทีโอกาสที่แฝงอยู่อาจจะมีมูลค่ามหาศาลนะครับ
ปล.กระแสจตุคามทำให้เทคโนโลยีในการทำพระเครื่องก้าวหน้าไปมากครับ
ปล.2 ที่ผมเปรียบเทียบกับยุคตื่นทองเพราะผมเห็นว่าทั้งสองสิ่งไม่ยั่งยืนเหมือนกันครับ ยิ่งมีคนมาแสวงหาผลประโยชน์เยอะทรัพยากรก็ยิ่งหมดเร็ว
ผมมองกระแสจตุคามฟีเวอร์ว่าเหมือนกับยุคตื่นทองในอเมริกา ที่ผู้คนยกพลกันไปขุดทองซึ่งมีผู้คนจำนวนมากที่ต้องผิดหวัง มีเพียงกลุ่มแรกๆเท่านั้นแหละที่ประสบผลสำเร็จ
แน่นอนว่าผู้เล่นที่ลงสนามในการแย่งส่วนแบ่งในตลาดจตุคามย่อมมองเห็นกำไรมหาศาล แต่ในโลกทุนนิยมมันไม่ง่ายขนาดนั้น ที่ไหนมีกำไรที่นั่นย่อมมีคู่แข่ง และยิ่งเป็นธุรกิจที่ไม่มีกำแพงที่จะเป็นอุปสรรคให้ผู้เล่นหน้าใหม่เสียเปรียบ(ต้นทุนการผลิต สิทธิบัตร สัมปทาน) ยิ่งไปกันใหญ่เพราะเป็นการเปิดโอกาสให้ทุกคนที่อยากร่วมวงสามารถเข้ามาได้โดยไม่มีขวากหนามใดๆมาขวางกั้น บางรายเข้ามาจับเสือมือเปล่าด้วย แสดงว่าไร้กำแพงอุปสรรค
พอมีคู่แข่งมากขึ้นการตั้งราคาก็ต้องต่ำลงด้วย ตามหลักของอุปสงค์-อุปทาน เมื่อถึงจุดๆหนึ่งที่จำนวนจตุคามมากกว่าจำนวนคนในประเทศ นั่นเท่ากับว่าโอกาสที่ผู้เล่นจะกอดคอกันแพ้มีสูงมาก นอกจากจะมีจุดเด่นที่คู่แข่งไม่มี แต่เนื่องจากตลาดจตุคามแทบจะไม่มีอะไรที่จะแสดงให้เห็นถึงข้อแตกต่างใดๆทั้งสิ้น(สังเกตุได้จากการถามคนที่หามาบูชายังไม่รู้เลยว่าจะดูได้ยังไงว่าองค์ไหนแท้หรือปลอม ผมจะบอกไว้ก่อนว่าที่ขายตามวัดยังมีของปลอมขายเลยครับ) นอกจากจะมีเซียนๆมาช่วยปั้นและปั่นให้ดัง(ราคาขายของผู้เล่นไม่ได้เพิ่มครับ จะเพิ่มในตลาดรองนั่นคือแผงพระ แต่จะได้ยอดจองเพิ่มขึ้น)
กลับมายุคตื่นทองดีกว่า ทราบรึเปล่าว่าใครที่ได้ผลประโยชน์มากที่สุดในยุคตื่นทอง???
คำตอบคือ "ลีวายส์"ครับ ผู้ที่มองเห็นโอกาสที่ซ่อนเร้นอยู่คือผู้ชนะที่แท้จริง ในยุคตื่นทองผู้คนต่างตาบอดวิ่งเข้าหาแต่สิ่งที่ตนคิดว่ามีมูลค่ามหาศาล รุมยื้อแย่งกัน แต่ผู้ที่สามารถเปิดตา หยุดเดินแล้วปล่อยให้ผู้คนบรรดาฝูงชนที่บ้าคลั่งเข้าไปแย่งผลประโยชน์อันมีอยู่จำกัดกัน จะมีเวลาที่จะมองเหตุการณ์ และคิดหาขุมทรัพย์ใหม่ๆที่ไม่ต้องไปแย่งกับใคร จนสามารถใช้ประโยชน์จากฝูงชนนั้นได้ แน่นอนว่าจากเหตุการณ์ตื่นทองผู้ที่ได้รับผลประโยชน์จะมีพวกโรงแรม คนขายจอบ เป็นต้น
สำหรับจตุคามแน่นอนว่าคนที่ได้รับผลพลอยได้คือพวกผลิตกรอบพระ ช่างหล่อพระ โรงงานพิมพ์พระ ร้านทำป้าย โรงพิมพ์ หนังสือพิมพ์ที่ลงโฆษณา ห้างร้านต่างๆที่ให้คนเช่าที่ รวมไปถึงโรงแรม การท่องเที่ยวในจ.นครศรีธรรมราช และสายการบิน แต่ที่ได้มากที่สุดคือจังหวัดนครศรีธรรมราชครับ เพราะค่าเช่าในการทำพิธีที่ศาลหลักเมืองวันละ50,000 บาทและมีคนจองทุกวันครับ ส่วนวัดที่ผู้จัดสร้างจตุคามที่สร้างอะไรให้นั่นผมว่าไม่แน่ว่าจะได้รึเปล่า เพราะถ้าผู้จัดสร้างขาดทุนก็คงไม่มีเงินมาสร้างล่ะครับ
โอกาสหน้าจะมีอะไรมาเป็นกระแสให้ฝูงชนกระโจนเข้าใส่ก็ดูดีๆก่อนนะครับ บางทีโอกาสที่แฝงอยู่อาจจะมีมูลค่ามหาศาลนะครับ
ปล.กระแสจตุคามทำให้เทคโนโลยีในการทำพระเครื่องก้าวหน้าไปมากครับ
ปล.2 ที่ผมเปรียบเทียบกับยุคตื่นทองเพราะผมเห็นว่าทั้งสองสิ่งไม่ยั่งยืนเหมือนกันครับ ยิ่งมีคนมาแสวงหาผลประโยชน์เยอะทรัพยากรก็ยิ่งหมดเร็ว
wii
หลังจากปรากฎการณ์ที่ยอดขายเครื่องเล่นเกม wiiของnintendo สามารถเอาชนะคู่แข่งอย่าง xbox360ของmicrosoftและ ps3ของsonyได้อย่างขาดลอย (สัดส่วนยอดขายในusa wii; xbox360; ps3 : 4;2;1)ยอดขายของwiiในตอนนี้เกือบๆ10ล้านเครื่อง เราจะมาดูเหตุผลกันดีกว่าว่าทำไมถึงเป็นเช่นนั้น
ถ้าเปรียบเทียบเรื่องของภาพกราฟฟิกแน่นอนว่าwiiไม่มีทางเอาชนะxbox360กับps3ได้อย่างแน่นอน nintendoจึงเลือกที่จะเดินไปยังเส้นทางอื่นเพื่อหลีกเลี่ยงกับการปะทะที่ตนเองเสียเปรียบ จึงสร้างเครื่องเกมรูปแบบใหม่ที่ไม่ต้องเน้นกราฟฟิกที่สวยงามตามความต้องการของบรรดานักเล่นเกม แต่เน้นที่ความง่ายในการเล่นและได้อรรถรสมากกว่า จึงสร้างcontrollerที่เรียกว่าwiimoteขึ้นมา แล้วเจ้าwiimoteนี่แหละครับที่เป็นพระเอกของnintendo เพราะมันสามารถทำให้เด็กและผู้ใหญ่ซึ่งไม่ใช่กลุ่มเป้าหมายของบริษัทเกมหันมาเล่นเกมได้ ลองเข้าไปดูคลิปดีกว่าครับ(ไม่รู้จะอธิบายยังไง)http://uk.wii.com/exp/ และจุดสำคัญที่ผมมองเห็นก็คือความสัมพันธ์ในครอบครัวครับ คนสูงอายุคงไม่สามารถเรียนรู้ที่จะในcontrollerแบบเก่าแน่นอน แต่wiimoteใช้การเคลื่อนไหวของร่างกายในการเล่น(ได้ออกกำลังกายไปในตัว) ดังนั้นวัยรุ่นกับผู้ใหญ่จึงสามารถเล่นด้วยกันได้ง่ายขึ้น
ช่วงก่อนที่เครื่องwiiจะวางขาย nintendoได้มีการจัดปาร์ตี้เล็กให้แก่บรรดาครอบครัวต่างๆได้ลองเล่น ลองนึกภาพ(หรือเปิดคลิปดู)ว่าถ้าคุณปู่คุณย่าเล่นแล้วหัวเราะชอบใจ และพูดว่า"ฉันก็เล่นได้นี่" นั่นแหละคือความสำเร็จของwii(ผมเดาเอาว่า"wii"น่าจะมาจากคำว่า"we"ที่แปลว่าพวกเรา) หลังจากนั้นคลิปต่างๆเริ่มถูกปล่อยตามเวบฝากคลิป แน่นอนว่าต้องได้รับความสนใจอย่างสูง แต่ยังมีกลุ่มคอเกมหน้าเดิมๆที่บอกว่ากราฟฟิกของwiiห่วยแตกซื้อps3ดีกว่า(น้องผมก็เป็นหนึ่งในนั้น)แต่ps3ก็ล้มเหลวอยู่ดีเพราะราคาที่แพงกว่าwiiมากจนบรรดาคอเกมเล่นps2รอราคาps3ตก และคนที่เป็นคอเกมหน้าใหม่เลือกที่จะซื้อwiiที่ราคาถูกกว่า นั่นหมายความสาเหตุที่wiiชนะxbox360กับps3อาจจะเป็นเพราะความแปลกใหม่ของวิธีการเล่นและกลุ่มเป้าหมายฉีกออกไปจากกลุ่มเดิม(คนที่มีเครื่องเล่นเกมอยู่แล้ว) จึงไม่ชนกับเครื่องเกมเดิมของตนอย่างที่sonyและmicrosoftต้องเผชิญ (นอกเรื่องนิดนึง; ใกล้ๆตัวคนไทย ดูเบอร์ดี้แถบเขียวที่จะมาแย่งแชร์ของแถบแดง) นอกจากนี้wiiยังมีขนาดตัวเครื่องที่เล็กกว่าคู่แข่งทั้ง2รายมาก ซึ่งเป็นเรื่องที่ทางsonyและmicrosoftไม่ได้คำนึงถึงเป็นคิดว่ายังไงก็ต้องใช้เล่นในบ้านอยู่แล้ว
ปัจจุบันมูลค่าแบรนด์ของnintendoจากการจัดอันดับของbusiness weekอยู่อันดับที่44ของโลก มูลค่าแบรนด์ 7,730ล้านเหรียญเพิ่มขึ้นปีที่แล้วที่ 6,559ล้านเหรียญถึง18%
หวังว่าwiiจะเป็นตัวอย่างที่ดีในการสร้างสินค้าใหม่ในตลาดนะครับ
ถ้าเปรียบเทียบเรื่องของภาพกราฟฟิกแน่นอนว่าwiiไม่มีทางเอาชนะxbox360กับps3ได้อย่างแน่นอน nintendoจึงเลือกที่จะเดินไปยังเส้นทางอื่นเพื่อหลีกเลี่ยงกับการปะทะที่ตนเองเสียเปรียบ จึงสร้างเครื่องเกมรูปแบบใหม่ที่ไม่ต้องเน้นกราฟฟิกที่สวยงามตามความต้องการของบรรดานักเล่นเกม แต่เน้นที่ความง่ายในการเล่นและได้อรรถรสมากกว่า จึงสร้างcontrollerที่เรียกว่าwiimoteขึ้นมา แล้วเจ้าwiimoteนี่แหละครับที่เป็นพระเอกของnintendo เพราะมันสามารถทำให้เด็กและผู้ใหญ่ซึ่งไม่ใช่กลุ่มเป้าหมายของบริษัทเกมหันมาเล่นเกมได้ ลองเข้าไปดูคลิปดีกว่าครับ(ไม่รู้จะอธิบายยังไง)http://uk.wii.com/exp/ และจุดสำคัญที่ผมมองเห็นก็คือความสัมพันธ์ในครอบครัวครับ คนสูงอายุคงไม่สามารถเรียนรู้ที่จะในcontrollerแบบเก่าแน่นอน แต่wiimoteใช้การเคลื่อนไหวของร่างกายในการเล่น(ได้ออกกำลังกายไปในตัว) ดังนั้นวัยรุ่นกับผู้ใหญ่จึงสามารถเล่นด้วยกันได้ง่ายขึ้น
ช่วงก่อนที่เครื่องwiiจะวางขาย nintendoได้มีการจัดปาร์ตี้เล็กให้แก่บรรดาครอบครัวต่างๆได้ลองเล่น ลองนึกภาพ(หรือเปิดคลิปดู)ว่าถ้าคุณปู่คุณย่าเล่นแล้วหัวเราะชอบใจ และพูดว่า"ฉันก็เล่นได้นี่" นั่นแหละคือความสำเร็จของwii(ผมเดาเอาว่า"wii"น่าจะมาจากคำว่า"we"ที่แปลว่าพวกเรา) หลังจากนั้นคลิปต่างๆเริ่มถูกปล่อยตามเวบฝากคลิป แน่นอนว่าต้องได้รับความสนใจอย่างสูง แต่ยังมีกลุ่มคอเกมหน้าเดิมๆที่บอกว่ากราฟฟิกของwiiห่วยแตกซื้อps3ดีกว่า(น้องผมก็เป็นหนึ่งในนั้น)แต่ps3ก็ล้มเหลวอยู่ดีเพราะราคาที่แพงกว่าwiiมากจนบรรดาคอเกมเล่นps2รอราคาps3ตก และคนที่เป็นคอเกมหน้าใหม่เลือกที่จะซื้อwiiที่ราคาถูกกว่า นั่นหมายความสาเหตุที่wiiชนะxbox360กับps3อาจจะเป็นเพราะความแปลกใหม่ของวิธีการเล่นและกลุ่มเป้าหมายฉีกออกไปจากกลุ่มเดิม(คนที่มีเครื่องเล่นเกมอยู่แล้ว) จึงไม่ชนกับเครื่องเกมเดิมของตนอย่างที่sonyและmicrosoftต้องเผชิญ (นอกเรื่องนิดนึง; ใกล้ๆตัวคนไทย ดูเบอร์ดี้แถบเขียวที่จะมาแย่งแชร์ของแถบแดง) นอกจากนี้wiiยังมีขนาดตัวเครื่องที่เล็กกว่าคู่แข่งทั้ง2รายมาก ซึ่งเป็นเรื่องที่ทางsonyและmicrosoftไม่ได้คำนึงถึงเป็นคิดว่ายังไงก็ต้องใช้เล่นในบ้านอยู่แล้ว
ปัจจุบันมูลค่าแบรนด์ของnintendoจากการจัดอันดับของbusiness weekอยู่อันดับที่44ของโลก มูลค่าแบรนด์ 7,730ล้านเหรียญเพิ่มขึ้นปีที่แล้วที่ 6,559ล้านเหรียญถึง18%
หวังว่าwiiจะเป็นตัวอย่างที่ดีในการสร้างสินค้าใหม่ในตลาดนะครับ
วันจันทร์ที่ ๒๖ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๕๐
สภาพคล่องทางการเงิน
ช่วงนี้ผมต้องการใช้เงินจำนวนมากในการลงทุนทำอะไรบางอย่าง เนื่องจากผมเป็นคนที่ไม่ชอบเก็บเงินสดไว้ในแบงค์ทำให้ผมลำบากมากๆในการหาเงิน แต่ผมโชคดีที่หุ้นจัดว่าเป็นทรัพย์สินที่เปลี่ยนรูปมาเป็นเงินได้ง่ายมาก เพราะถ้าขายวันนี้อีก3วันทำการ(T+3)ระบบATSก็จะจัดการเอาเงินเข้าบัญชีธนาคารให้ ทำให้ผมสามารถบริหารเงินได้อย่างไม่ติดขัดนัก ส่วนที่ดินที่ผมมีขนาดตกลงดำเนินการอย่างราบรื่นยังใช้เวลานานมากๆตอนนี้ผ่านไปเกือบๆ2อาทิตย์ยังไม่คืบหน้าเท่าไหร่เลย ส่วนสุดยอดทรัพย์สินที่มีสภาพคล่องสูงมากที่สุดคือทองคำครับ ขายปุ๊บได้เงินปั๊บแต่เก็บไว้กับตัวก็เป็นอันตรายเหมือนกัน(ผมไม่เคยซื้อทองครับ ไม่ค่อยชอบเก็บของมีค่าไว้กับตัว ถ้าไปซื้อในกองทุนทองคำค่อยน่าสนหน่อย) ส่วนเหตุผลที่ผมไม่ชอบเก็บเป็นเงินสดเพราะกลัวเอาไปใช้หมด และไม่อยากเสียโอกาสที่จะทำให้เงินงอกเงยครับ(ข้อนี้สำคัญกว่า)
ปล.ช่วงนี้ไม่ได้มาเขียนบล็อกเลย ไว้จะพยายามหาเวลาว่างมาเขียนบ่อยๆนะครับ
ปล.ช่วงนี้ไม่ได้มาเขียนบล็อกเลย ไว้จะพยายามหาเวลาว่างมาเขียนบ่อยๆนะครับ
วันศุกร์ที่ ๒๓ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๕๐
ปริมาณกับคุณภาพ
เมื่อวานตอนเย็นผมได้คุยกับเด็กม.3คนนึง เด็กคนนั้นบ่นว่ามีรายงานที่อาจารย์พึ่งสั่งและให้ส่งวันจันทร์ ที่สำคัญต้องทำอย่างต่ำ100หน้า ในมุมมองของผมไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งที่จะให้เด็กมาทำรายงานในลักษณะแบบนี้เพราะไม่ได้เป็นการดึงศักยภาพใดๆในตัวเด็กออกมาเลย ท่านที่เป็นอาจารย์น่าจะทราบดีว่าทุกๆครั้งเด็กมักจะลอกมาส่ง ท่านจึงให้ใช้มือเขียนเพื่อหลีกเลี่ยงการcopy&paste โดยที่ท่านก็รู้อยู่ดีว่าการใช้มือเขียนนั้นก็ยังคงไปลอกมาอยู่ดี อาจจะดีตรงที่เหมือนกับเด็กได้อ่านทบทวนไปในตัวผมคิดว่าตรงนี้ถือว่าเหมาะสมแต่การที่ให้ทำในปริมาณที่มากเกินควรไม่ได้ช่วยอะไรเด็กเลย กลับเป็นการทำให้เด็กรู้สึกเบื่อหน่ายทำๆไปให้เสร็จ สรุปว่าไม่ได้ประโยชน์อะไรเลยรายงานปึกใหญ่ๆนั้นก็ไร้คุณค่าทางวิชาการและจิตวิญญาณ
สมัยที่ผมเรียนม.5เทอมหนึ่ง มีวิชาที่เกี่ยวกับการทำธุรกิจหลายๆวิชาซึ่งผมชอบมากๆ เพราะไม่ได้เป็นการบังคับให้ต้องอ่านหรือทำรายงานอะไรที่เป็นเนื้อหาตายตัว มีอยู่วิชานึง อ.ชัชวาลย์ ธันวารชรเป็นผู้สอน การเรียนก็สบายๆ จนมาถึงช่วงสิ้นเทอมก็มีรายงานให้ทำ โดยให้เขียนเกี่ยวกับอาชีพในฝัน ด้วยความประมาทผมได้ปล่อยให้เวลาผ่านไปเรื่อยๆ แต่ผมก็ยังคงคิดว่าจะเขียนอะไรดีเพราะโจทย์นี้ค่อนข้างอิสระมากๆ เห็นเพื่อนๆหลายคนก็เข้าสมุดไปยืมหนังสือเกี่ยวทนายความบ้างหรืออาชีพต่างๆที่อยากเป็น ส่วนตัวผมอยากเป็นนักธุรกิจแต่จะทำอะไรดีล่ะ?
จนกระทั่งวันสุดท้ายผมคิดได้ว่าเอาร้านกาแฟเนี่ยแหละน่าจะดี คืนนั้นผมเอากระดาษเปล่ามานั่งคำนวณปริมาณลูกค้าที่น่าจะเข้ามาในร้านกาแฟและราคาขายเพื่อหารายได้เฉลี่ย แล้วผมก็โทรศัพท์ไปหาคุณพ่อเพื่อสอบถามค่าเช่าที่ตามห้างสรรพสินค้า ซึ่งคุณพ่อก็บอกมาอย่างละเอียด(บอกเป็นตารางเมตร) พอผมได้ทราบค่าเช่าผมก็มาคำนวณดูว่าคุ้มรึเปล่าซึงผลออกมาคุ้มมากๆ ผมจึงลงมือเขียนทันที ในระหว่างที่เขียนผมก็ได้ใส่ความคิดของผมลงไปอย่างเต็มที่ โดยที่ไม่ได้กางหนังสือเล่มใดๆออกมาดูเลย ผมออกแบบLogo(องค์ประกอบต่างในLogoมีความหมายหมดเลย) ชื่อร้าน(smile coffee ประเทศไทยเป็นเมืองยิ้มครับ)วางLocationและประมาณการทางตัวเลขทุกอย่างเท่าที่เด็กม.5พอจะนึกออก รายงานนั้นบางมากๆมีแค่12-14หน้ารวมปกหน้า-หลังอีกต่างหาก และแต่ละหน้าไม่ได้เขียนเต็มแผ่น เขียนแค่หน้าละครึ่งเท่านั้น! แต่ผมคิดว่ารายงานนั้นเป็นรายงานที่ดีที่สุดในชีวิตของผมเลย มีเพื่อนบางคนมาบอกผมว่าทำแบบนี้ไม่ได้คะแนนหรอก แต่ผลออกมาผมได้เกรด4ในวิชานั้น(รายงานมีคะแนนประมาณ70%ของคะแนนเก็บมั้งถ้าผมจำไม่ผิด) คนที่เนื้อหาทางวิชาการแน่นๆ(เอามาจากหนังสือ)จะได้เกรด3กัน
ผมคิดว่าปริมาณไม่สำคัญเท่ากับคุณภาพหรอกครับ จะดีกว่าถ้าหากเป็นจากสั่งรายงาน100หน้าไปเป็นแสดงความคิดเห็นหนึ่งหน้ากระดาษA4 อย่างน้อยเราก็จะได้ช่วยกันพัฒนาความคิดของเด็กและสร้างบุคลากรของชาติอย่างแท้จริง ไม่ใช่ผลิตเครื่องถ่ายเอกสารออกมาทำงาน ผมอยากให้ประเทศเรามีการสร้างสินค้าใหม่ออกมาสู่ตลาด ไม่ใช่ก็อปของต่างชาติมาขาย ความจริงคนไทยมีความสามารถแต่ถูกปิดกั้นทางความคิด ทำให้ไม่ค่อยมีคนกล้าที่จะออกนอกกรอบ เพราะถูกสอนมาว่าในหนังสือนั่นแหละถูกต้องและทำในปริมาณเยอะๆยิ่งดี ซึ่งตรงนี้ก็กลายเป็นปัญหาอีก เพราะการถูกปลูกฝังมาตั้งแต่เด็กทำให้หลายๆคนชอบทำOT ซึ่งผมไม่เห็นด้วยกับการทำOT ทำไมไม่ทำงานให้เสร็จสิ้นในเวลาล่ะ อยากทำเพิ่มก็ควรทำในเวลา แล้ววัดไว้จริงหรือว่าคนทำOTขยันกว่าคนที่กลับบ้านเร็ว ในเวลาทำงานพวกทำOTอาจจะไม่ได้ทำงานอย่างเต็มที่100% แถมเปลืองไฟด้วย ผมอยากให้บริษัทต่างกลับไปทบทวนดูว่าคุณเสียค่าไฟไปเท่าไหร่กับคนทำOT ถ้าเขาหลายนั้นสามารถทำงานทั้งหมดได้ในเวลาจะดีกว่ามั้ย? ปริมาณเวลาที่ทำงานวัดคุณภาพของงานได้หรือ? แถมเรื่องนี้ยังกระทบต่อสถาบันครอบครัวด้วย เพราะคุณกลับบ้านไปลูกก็คงหลับไปแล้ว พอลูกคุณโตขึ้นเขาก็จะทำแบบเดียวกับคุณ โดยมีเหตุผลที่ว่าทำOTเพื่อลูก
นอกเรื่องมาพอสมควรเอาเป็นว่าผมอยากให้การบ้านต่างๆของเด็กเน้นไปที่การพัฒนาความคิดมากกว่าที่จะให้เด็กไปลอกมาส่งครับ กระดาษแผ่นเดียวที่มาจากความคิดของเด็กคนนั้นๆมีค่ามากกว่ารายงาน100หน้าที่ไปลอกมาครับ
สมัยที่ผมเรียนม.5เทอมหนึ่ง มีวิชาที่เกี่ยวกับการทำธุรกิจหลายๆวิชาซึ่งผมชอบมากๆ เพราะไม่ได้เป็นการบังคับให้ต้องอ่านหรือทำรายงานอะไรที่เป็นเนื้อหาตายตัว มีอยู่วิชานึง อ.ชัชวาลย์ ธันวารชรเป็นผู้สอน การเรียนก็สบายๆ จนมาถึงช่วงสิ้นเทอมก็มีรายงานให้ทำ โดยให้เขียนเกี่ยวกับอาชีพในฝัน ด้วยความประมาทผมได้ปล่อยให้เวลาผ่านไปเรื่อยๆ แต่ผมก็ยังคงคิดว่าจะเขียนอะไรดีเพราะโจทย์นี้ค่อนข้างอิสระมากๆ เห็นเพื่อนๆหลายคนก็เข้าสมุดไปยืมหนังสือเกี่ยวทนายความบ้างหรืออาชีพต่างๆที่อยากเป็น ส่วนตัวผมอยากเป็นนักธุรกิจแต่จะทำอะไรดีล่ะ?
จนกระทั่งวันสุดท้ายผมคิดได้ว่าเอาร้านกาแฟเนี่ยแหละน่าจะดี คืนนั้นผมเอากระดาษเปล่ามานั่งคำนวณปริมาณลูกค้าที่น่าจะเข้ามาในร้านกาแฟและราคาขายเพื่อหารายได้เฉลี่ย แล้วผมก็โทรศัพท์ไปหาคุณพ่อเพื่อสอบถามค่าเช่าที่ตามห้างสรรพสินค้า ซึ่งคุณพ่อก็บอกมาอย่างละเอียด(บอกเป็นตารางเมตร) พอผมได้ทราบค่าเช่าผมก็มาคำนวณดูว่าคุ้มรึเปล่าซึงผลออกมาคุ้มมากๆ ผมจึงลงมือเขียนทันที ในระหว่างที่เขียนผมก็ได้ใส่ความคิดของผมลงไปอย่างเต็มที่ โดยที่ไม่ได้กางหนังสือเล่มใดๆออกมาดูเลย ผมออกแบบLogo(องค์ประกอบต่างในLogoมีความหมายหมดเลย) ชื่อร้าน(smile coffee ประเทศไทยเป็นเมืองยิ้มครับ)วางLocationและประมาณการทางตัวเลขทุกอย่างเท่าที่เด็กม.5พอจะนึกออก รายงานนั้นบางมากๆมีแค่12-14หน้ารวมปกหน้า-หลังอีกต่างหาก และแต่ละหน้าไม่ได้เขียนเต็มแผ่น เขียนแค่หน้าละครึ่งเท่านั้น! แต่ผมคิดว่ารายงานนั้นเป็นรายงานที่ดีที่สุดในชีวิตของผมเลย มีเพื่อนบางคนมาบอกผมว่าทำแบบนี้ไม่ได้คะแนนหรอก แต่ผลออกมาผมได้เกรด4ในวิชานั้น(รายงานมีคะแนนประมาณ70%ของคะแนนเก็บมั้งถ้าผมจำไม่ผิด) คนที่เนื้อหาทางวิชาการแน่นๆ(เอามาจากหนังสือ)จะได้เกรด3กัน
ผมคิดว่าปริมาณไม่สำคัญเท่ากับคุณภาพหรอกครับ จะดีกว่าถ้าหากเป็นจากสั่งรายงาน100หน้าไปเป็นแสดงความคิดเห็นหนึ่งหน้ากระดาษA4 อย่างน้อยเราก็จะได้ช่วยกันพัฒนาความคิดของเด็กและสร้างบุคลากรของชาติอย่างแท้จริง ไม่ใช่ผลิตเครื่องถ่ายเอกสารออกมาทำงาน ผมอยากให้ประเทศเรามีการสร้างสินค้าใหม่ออกมาสู่ตลาด ไม่ใช่ก็อปของต่างชาติมาขาย ความจริงคนไทยมีความสามารถแต่ถูกปิดกั้นทางความคิด ทำให้ไม่ค่อยมีคนกล้าที่จะออกนอกกรอบ เพราะถูกสอนมาว่าในหนังสือนั่นแหละถูกต้องและทำในปริมาณเยอะๆยิ่งดี ซึ่งตรงนี้ก็กลายเป็นปัญหาอีก เพราะการถูกปลูกฝังมาตั้งแต่เด็กทำให้หลายๆคนชอบทำOT ซึ่งผมไม่เห็นด้วยกับการทำOT ทำไมไม่ทำงานให้เสร็จสิ้นในเวลาล่ะ อยากทำเพิ่มก็ควรทำในเวลา แล้ววัดไว้จริงหรือว่าคนทำOTขยันกว่าคนที่กลับบ้านเร็ว ในเวลาทำงานพวกทำOTอาจจะไม่ได้ทำงานอย่างเต็มที่100% แถมเปลืองไฟด้วย ผมอยากให้บริษัทต่างกลับไปทบทวนดูว่าคุณเสียค่าไฟไปเท่าไหร่กับคนทำOT ถ้าเขาหลายนั้นสามารถทำงานทั้งหมดได้ในเวลาจะดีกว่ามั้ย? ปริมาณเวลาที่ทำงานวัดคุณภาพของงานได้หรือ? แถมเรื่องนี้ยังกระทบต่อสถาบันครอบครัวด้วย เพราะคุณกลับบ้านไปลูกก็คงหลับไปแล้ว พอลูกคุณโตขึ้นเขาก็จะทำแบบเดียวกับคุณ โดยมีเหตุผลที่ว่าทำOTเพื่อลูก
นอกเรื่องมาพอสมควรเอาเป็นว่าผมอยากให้การบ้านต่างๆของเด็กเน้นไปที่การพัฒนาความคิดมากกว่าที่จะให้เด็กไปลอกมาส่งครับ กระดาษแผ่นเดียวที่มาจากความคิดของเด็กคนนั้นๆมีค่ามากกว่ารายงาน100หน้าที่ไปลอกมาครับ
วันเสาร์ที่ ๑๗ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๕๐
คนจนเล่นหวย-คนรวยเล่นหุ้น
"คนจนเล่นหวย-คนรวยเล่นหุ้น" ประโยคนี้เป็นประโยคที่ผมได้ยินบ่อยมากๆ เพราะคนที่รู้ว่าผมเล่นหุ้นจะนึกว่าผมรวย แต่จริงๆแล้วผมไม่มีเงินมากมายหรอก ที่ซื้อหุ้นเพราะอยากเริ่มสร้างอนาคตและปูทางสู่อิสรภาพทางการเงิน
ช่วงหัวค่ำของวันที่15กพ.50 ขณะที่ครอบครัวของผมนั่งทานอาหารอีสานกันที่ร้านอาหารแห่งหนึ่ง มีพ่อค้าขายฉลากกินแบ่งรัฐบาลเข้ามาขายที่โต๊ะของผม พ่อผมก็มองหาเลขที่ต้องการ แม่ก็พูดขึ้นมาว่า"เก็บเงินให้กานต์(ชื่อเล่นผม)เอาไปซื้อหุ้นดีกว่า" ผมก็ยิ้มๆแล้วมองไปที่คนขายแต่ไม่ได้คิดอะไรนะครับ เมื่อพ่อผมซื้อเสร็จผมจึงถามว่า"ซื้อไปเท่าไหร่" พ่อตอบว่า"95บาท" ผมเลยพูดกับพ่อ,แม่และน้องชายว่า"งั้นสมมติว่าเราเอาเงิน95บาทนี้ไปซื้อหุ้น หุ้นอะไรดี? เอาเป็นปตท.สผ(pttep)แล้วกัน ไม่รู้ว่าราคาวันนี้เท่าไหร่นะ เอาเป็นว่าซื้อที่95บาทจำนวน1หุ้นแล้วกัน แล้วมาดูผลกัน"
อย่างที่ผมได้เคยเขียนไว้ในเรื่องของความเสี่ยงที่ผมเปรียบเทียบหุ้นกับการพนัน คราวนี้เราลองมาคิดดูดีกว่าว่าหุ้นกับฉลากกินแบ่งรัฐบาลอะไรจะดีกว่ากัน
ราคา95บาทเท่ากัน ถ้าขาดทุนหมดตัวก็หมดที่95บาทเท่ากัน แต่หุ้นสามารถนำไปขายตัดขาดทุนได้นะครับ แต่ฉลากกินแบ่งฯจะขายตัดขาดทุนได้อย่างไร ถ้าไม่ถูกรางวัลใครจะมาซื้อต่อล่ะ
เวลาในการที่เราจะได้ลุ้นถึงแค่วันที่1มีนาคม50สำหรับฉลากกินแบ่ง แถมยังไม่สามารถขายต่อได้(ซื้อแล้วซื้อเลย)ถ้าไม่ถูกรางวัลมูลค่าของฉลากใบนั้นจะกลายเป็นศูนย์ แต่ถ้าถูกรางวัลใหญ่ๆก็รวยได้อย่างรวดเร็ว ส่วนหุ้นซื้อวันนี้ขายวันนี้ก็ได้ เวลาให้การลุ้นให้หุ้นขึ้นมีตลอดชีวิต(ของบริษัท)แถมมีเงินปันผลให้อีกทุกๆปี เก็บเป็นมรดกได้ด้วยนะเนี่ย
เราตีความหมายของการซื้อหุ้นและฉลากกินแบ่งฯกันดีกว่า
การที่เราซื้อหุ้นปตท.สผ.เป็นการที่เรานำเงิน95บาทไปแลกสิทธิ์ในการเป็นเจ้าของบริษัทปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด(มหาชน)จำนวน1หุ้น มีสิทธิ์ที่จะได้รับเงินปันผลและออกเสียงโหวตในที่ประชุมผู้ถือหุ้น
ส่วนการซื้อฉลากกินแบ่งฯ เป็นการที่เรานำเงินไปซื้อสิทธิ์ในการลุ้นรางวัลในงวดนั้นๆ
ส่วนโอกาสที่จะโชคดีถูกรางวัลนั้นคงไม่ต้องพูกถึงนะครับ คงทราบกันดีว่ายากมากๆ แค่เลขท้าย2ตัว(โอกาสถูกง่ายที่สุด)ยังมีแค่1%
(บางคนอาจจะบอกว่าตั้ง1%ก็ไม่ผิด)
เอาเป็นว่ารอดูแล้วกันว่าระหว่างฉลากของพ่อกับหุ้นpttepใครจะชนะ(แต่ขอให้ฉลากใบนั้นชนะแล้วถูกรางวัลที่1แล้วกัน^_^)
ส่วนคนจนเล่นหวย-คนรวยเล่นหุ้นผมขอเปลี่ยนเป็นเล่นหวยแล้วเป็นคนจน เล่นหุ้นแล้ว(อาจจะ)เป็นคนรวย
ปล.พ่อผมซื้อเลขอะไรหว่า?
ช่วงหัวค่ำของวันที่15กพ.50 ขณะที่ครอบครัวของผมนั่งทานอาหารอีสานกันที่ร้านอาหารแห่งหนึ่ง มีพ่อค้าขายฉลากกินแบ่งรัฐบาลเข้ามาขายที่โต๊ะของผม พ่อผมก็มองหาเลขที่ต้องการ แม่ก็พูดขึ้นมาว่า"เก็บเงินให้กานต์(ชื่อเล่นผม)เอาไปซื้อหุ้นดีกว่า" ผมก็ยิ้มๆแล้วมองไปที่คนขายแต่ไม่ได้คิดอะไรนะครับ เมื่อพ่อผมซื้อเสร็จผมจึงถามว่า"ซื้อไปเท่าไหร่" พ่อตอบว่า"95บาท" ผมเลยพูดกับพ่อ,แม่และน้องชายว่า"งั้นสมมติว่าเราเอาเงิน95บาทนี้ไปซื้อหุ้น หุ้นอะไรดี? เอาเป็นปตท.สผ(pttep)แล้วกัน ไม่รู้ว่าราคาวันนี้เท่าไหร่นะ เอาเป็นว่าซื้อที่95บาทจำนวน1หุ้นแล้วกัน แล้วมาดูผลกัน"
อย่างที่ผมได้เคยเขียนไว้ในเรื่องของความเสี่ยงที่ผมเปรียบเทียบหุ้นกับการพนัน คราวนี้เราลองมาคิดดูดีกว่าว่าหุ้นกับฉลากกินแบ่งรัฐบาลอะไรจะดีกว่ากัน
ราคา95บาทเท่ากัน ถ้าขาดทุนหมดตัวก็หมดที่95บาทเท่ากัน แต่หุ้นสามารถนำไปขายตัดขาดทุนได้นะครับ แต่ฉลากกินแบ่งฯจะขายตัดขาดทุนได้อย่างไร ถ้าไม่ถูกรางวัลใครจะมาซื้อต่อล่ะ
เวลาในการที่เราจะได้ลุ้นถึงแค่วันที่1มีนาคม50สำหรับฉลากกินแบ่ง แถมยังไม่สามารถขายต่อได้(ซื้อแล้วซื้อเลย)ถ้าไม่ถูกรางวัลมูลค่าของฉลากใบนั้นจะกลายเป็นศูนย์ แต่ถ้าถูกรางวัลใหญ่ๆก็รวยได้อย่างรวดเร็ว ส่วนหุ้นซื้อวันนี้ขายวันนี้ก็ได้ เวลาให้การลุ้นให้หุ้นขึ้นมีตลอดชีวิต(ของบริษัท)แถมมีเงินปันผลให้อีกทุกๆปี เก็บเป็นมรดกได้ด้วยนะเนี่ย
เราตีความหมายของการซื้อหุ้นและฉลากกินแบ่งฯกันดีกว่า
การที่เราซื้อหุ้นปตท.สผ.เป็นการที่เรานำเงิน95บาทไปแลกสิทธิ์ในการเป็นเจ้าของบริษัทปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด(มหาชน)จำนวน1หุ้น มีสิทธิ์ที่จะได้รับเงินปันผลและออกเสียงโหวตในที่ประชุมผู้ถือหุ้น
ส่วนการซื้อฉลากกินแบ่งฯ เป็นการที่เรานำเงินไปซื้อสิทธิ์ในการลุ้นรางวัลในงวดนั้นๆ
ส่วนโอกาสที่จะโชคดีถูกรางวัลนั้นคงไม่ต้องพูกถึงนะครับ คงทราบกันดีว่ายากมากๆ แค่เลขท้าย2ตัว(โอกาสถูกง่ายที่สุด)ยังมีแค่1%
(บางคนอาจจะบอกว่าตั้ง1%ก็ไม่ผิด)
เอาเป็นว่ารอดูแล้วกันว่าระหว่างฉลากของพ่อกับหุ้นpttepใครจะชนะ(แต่ขอให้ฉลากใบนั้นชนะแล้วถูกรางวัลที่1แล้วกัน^_^)
ส่วนคนจนเล่นหวย-คนรวยเล่นหุ้นผมขอเปลี่ยนเป็นเล่นหวยแล้วเป็นคนจน เล่นหุ้นแล้ว(อาจจะ)เป็นคนรวย
ปล.พ่อผมซื้อเลขอะไรหว่า?
วันอาทิตย์ที่ ๑๑ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๕๐
Festival Marketing
Festival Marketing หรือการตลาดเทศกาล(ผมไม่รู้ว่าเค้ามีชื่อเรียกเฉพาะรึเปล่า อันนี้ผมมั่วขึ้นมาเอง)
การตลาดในรูปแบบนี้เราเห็นกันได้บ่อยๆ ในทุกๆเทศกาลโดยเฉพาะในประเทศไทยที่มีเทศกาลสำคัญๆเยอะมากๆ เพราะคนไทยเปิดรับหมดทุกวัฒนธรรม แต่ผมคิดได้อย่างนึงว่าวันสำคัญต่างๆที่รับมาจากต่างชาติที่ทุกคนคิดว่ามันสำคัญ มันสำคัญจริงๆหรือ หรือว่าเรากำลังถูกปลูกฝังให้คิดแบบนั้น ซึ่งผมมองว่ามันเป็นอย่างหลังมากกว่า ลองดูวันวาเลนไทน์ที่กำลังจะถึงนี้นะครับ ร้านส่งดอกไม้ชื่อดัง ร้านขายดอกไม้ต่างๆโดยเฉพาะดอกกุหลาบจะขายดีมากๆ ทั้งยังสามารถโก่งราคาได้อีกต่างหาก(ประมาณว่าถ้ามึงไม่ซื้อก็เตรียมเลิกกับแฟนไปได้เลย) แล้วยังมีร้านช็อกโกแลตที่สามารถขายได้ดีมากๆเช่นกันในเทศกาลนี้ ส่วนราคาผมคิดว่าไม่น่าจะขึ้นนะครับเพราะเป็นFixed Costซะส่วนใหญ่ นอกจากจะออกเวอร์ชั่นพิเศษเป็นกล่องของขวัญสำหรับเทศกาลวาเลนไทน์ รวมไปถึงนาฬิกายี่ห้อหนึ่งที่ผมรู้สึกว่าในหนึ่งปีมันผลิตมาได้หลายเวอร์ชั่นมากๆ ใครเป็นแฟนพันธุ์แท้คงซื้อตามไม่ทัน ตามห้างสรรพสินค้าจะตกแต่งด้วยสีแดง,รูปหัวใจ,ดอกกุหลาบ,คิวปิด,ฯลฯ
สิ่งที่ผมอยากจะบอกก็คือเรากำลังตกเป็นทาสของกระแสทางสังคม(ปลอมๆ)ที่ถูกนักการตลาดสร้างขึ้นมา แล้วเราดันเชื่อว่ามันเป็นจริง ผมขอถามว่าคุณจะเลิกกับแฟนของคุณรึเปล่าถ้าเขาไม่ให้ดอกกุหลาบในวันวาเลนไทน์? คุณจะตายหรือไม่ถ้าไม่มีแฟนในวันวาเลนไทน์? คุณจะขอแค่ได้รับความรักจากวันนี้วันเดียวหรือ? สิ่งต่างๆเหล่านี้เปรียบเทียบได้กับวันพ่อวันแม่ หลายๆคนให้ความสำคัญกับคนที่ตัวเองรักเพียงแค่1วันใน365วัน
ยังมีคนหลายๆคนพยายามหาแฟนให้ได้ก่อนวันวาเลนไทน์โดยเฉพาะสาวๆ(อันนี้เรื่องจริงที่ผมได้รับรู้มาจากเจ้าตัวหลายๆคน) ซึ่งผมว่ามันเป็นเรื่องของการโอ้อวดหรือกลัวขายหน้ามากกว่า(ทีก่อนหน้านี้ยังโสดมาได้)เพราะใครๆก็ต้องรับของขวัญ อันนี้แหละคือจุดอ่อนที่ทำให้เกิดช่องโหว่ขนาดใหญ่จนเกิดกระแสขึ้นมา แล้วนักการตลาดจะอาศัยอารมณ์อันอ่อนไหวมาเป็นเครื่องมือหากิน
แต่ที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ผมไม่ได้แอนตี้นะครับ การแสดงความรักเป็นสิ่งที่ดี แต่กรุณาหาของขวัญที่ไม่เดือดร้อนตนเองนัก(ไม่ต้องกลัวแฟนงอน ถ้ามันงอนเรื่องแค่นี้ก็....*_* ) ส่วนคนที่เป็นฝ่ายรับก็อย่าคาดหวังอะไรที่มันเว่อร์มากนัก แค่รักกันก็พอแล้วครับ
ปล.ทำไมไม่เคยมีแฟนในวันวาเลนไทน์วะ อยากรู้ว่าจะหลงไปกับกระแสนี้ด้วยรึเปล่า แต่ช่างเหอะอยู่อย่างนี้แหละดีแล้ว สบายใจดี^_^
บล็อกนี้มันล่อเป้าให้โดนด่ารึเปล่าเนี่ย?
การตลาดในรูปแบบนี้เราเห็นกันได้บ่อยๆ ในทุกๆเทศกาลโดยเฉพาะในประเทศไทยที่มีเทศกาลสำคัญๆเยอะมากๆ เพราะคนไทยเปิดรับหมดทุกวัฒนธรรม แต่ผมคิดได้อย่างนึงว่าวันสำคัญต่างๆที่รับมาจากต่างชาติที่ทุกคนคิดว่ามันสำคัญ มันสำคัญจริงๆหรือ หรือว่าเรากำลังถูกปลูกฝังให้คิดแบบนั้น ซึ่งผมมองว่ามันเป็นอย่างหลังมากกว่า ลองดูวันวาเลนไทน์ที่กำลังจะถึงนี้นะครับ ร้านส่งดอกไม้ชื่อดัง ร้านขายดอกไม้ต่างๆโดยเฉพาะดอกกุหลาบจะขายดีมากๆ ทั้งยังสามารถโก่งราคาได้อีกต่างหาก(ประมาณว่าถ้ามึงไม่ซื้อก็เตรียมเลิกกับแฟนไปได้เลย) แล้วยังมีร้านช็อกโกแลตที่สามารถขายได้ดีมากๆเช่นกันในเทศกาลนี้ ส่วนราคาผมคิดว่าไม่น่าจะขึ้นนะครับเพราะเป็นFixed Costซะส่วนใหญ่ นอกจากจะออกเวอร์ชั่นพิเศษเป็นกล่องของขวัญสำหรับเทศกาลวาเลนไทน์ รวมไปถึงนาฬิกายี่ห้อหนึ่งที่ผมรู้สึกว่าในหนึ่งปีมันผลิตมาได้หลายเวอร์ชั่นมากๆ ใครเป็นแฟนพันธุ์แท้คงซื้อตามไม่ทัน ตามห้างสรรพสินค้าจะตกแต่งด้วยสีแดง,รูปหัวใจ,ดอกกุหลาบ,คิวปิด,ฯลฯ
สิ่งที่ผมอยากจะบอกก็คือเรากำลังตกเป็นทาสของกระแสทางสังคม(ปลอมๆ)ที่ถูกนักการตลาดสร้างขึ้นมา แล้วเราดันเชื่อว่ามันเป็นจริง ผมขอถามว่าคุณจะเลิกกับแฟนของคุณรึเปล่าถ้าเขาไม่ให้ดอกกุหลาบในวันวาเลนไทน์? คุณจะตายหรือไม่ถ้าไม่มีแฟนในวันวาเลนไทน์? คุณจะขอแค่ได้รับความรักจากวันนี้วันเดียวหรือ? สิ่งต่างๆเหล่านี้เปรียบเทียบได้กับวันพ่อวันแม่ หลายๆคนให้ความสำคัญกับคนที่ตัวเองรักเพียงแค่1วันใน365วัน
ยังมีคนหลายๆคนพยายามหาแฟนให้ได้ก่อนวันวาเลนไทน์โดยเฉพาะสาวๆ(อันนี้เรื่องจริงที่ผมได้รับรู้มาจากเจ้าตัวหลายๆคน) ซึ่งผมว่ามันเป็นเรื่องของการโอ้อวดหรือกลัวขายหน้ามากกว่า(ทีก่อนหน้านี้ยังโสดมาได้)เพราะใครๆก็ต้องรับของขวัญ อันนี้แหละคือจุดอ่อนที่ทำให้เกิดช่องโหว่ขนาดใหญ่จนเกิดกระแสขึ้นมา แล้วนักการตลาดจะอาศัยอารมณ์อันอ่อนไหวมาเป็นเครื่องมือหากิน
แต่ที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ผมไม่ได้แอนตี้นะครับ การแสดงความรักเป็นสิ่งที่ดี แต่กรุณาหาของขวัญที่ไม่เดือดร้อนตนเองนัก(ไม่ต้องกลัวแฟนงอน ถ้ามันงอนเรื่องแค่นี้ก็....*_* ) ส่วนคนที่เป็นฝ่ายรับก็อย่าคาดหวังอะไรที่มันเว่อร์มากนัก แค่รักกันก็พอแล้วครับ
ปล.ทำไมไม่เคยมีแฟนในวันวาเลนไทน์วะ อยากรู้ว่าจะหลงไปกับกระแสนี้ด้วยรึเปล่า แต่ช่างเหอะอยู่อย่างนี้แหละดีแล้ว สบายใจดี^_^
บล็อกนี้มันล่อเป้าให้โดนด่ารึเปล่าเนี่ย?
วันศุกร์ที่ ๒ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๕๐
พื้นที่สีเขียว
วันนี้ผมรู้สึกสดชื่นมากที่ได้เดินสูดอากาศบริสุทธิ์ใจกลางเมืองหลวง(ของประเทศไทย)
คุณอ่านไม่ผิดหรอกครับ กรุงเทพมหานครเนี่ยแหละ
สถานที่ที่ผมเอ่ยถึงคือสวนลุมพินีครับ
ผมเดินเล่นนั่งเล่นในสวนลุมนานหลายชั่วโมงทีเดียวและรู้สึกมีความสุขมากๆที่ได้เห็นผู้คนมาออกกำลังกายกัน พาลูกๆมาขี่จักรยานเล่น พายเรือ นอนอ่านหนังสือ และปิกนิก
แต่มีสิ่งหนึ่งที่ผมได้สังเกตุเห็นคือมีชาวต่างชาติเยอะมากๆครับ สัดส่วนน่าจะประมาณ25-30% เท่าที่ผมลองหาสาเหตุในใจดูว่าทำไมชาวต่างชาติถึงชอบมาเที่ยวสวนสาธารณะกัน ผมก็พบว่าวิถีชีวิตของเรากับเค้า(ชาวต่างชาติ)ต่างกันมากครับ เพราะกิจกรรมวันหยุดสำหรับหลายๆชาติในโลกนี้คือการหาสิ่งบันเทิงกับครอบครัวครับ อย่างในอเมริกาพอถึงวันหยุดพวกเขาจะไปดูเบสบอลหรืออเมริกันฟุตบอลกัน ซึ่งคนอเมริกาชอบกีฬาที่แข่งขันกันนานๆมาก อย่างทางยุโรปก็นิยมไปดูฟุตบอลกัน คนดูเกือบเต็มสนามทุกสัปดาห์(ทำไมสนามกีฬาแถวๆนี้มันร้างๆหว่า ยกเว้นกรณีที่มีหงส์กับผีแข่ง)
บางครอบครัวก็จะไปตกปลาตามบึงต่างๆแล้วก็ปิกนิกกัน และตามเมืองต่างๆทั่วโลกนะครับจะมีการห้ามไม่ให้ซื้อที่ดินในส่วนที่เป็นป่าในเมืองเพื่อเก็บไว้เป็นสวนสาธารณะกลางเมือง
เอาล่ะมาพูดถึงฟากของคนไทยบ้าง กิจกรรมยอดฮิตคือนัดเพื่อนไปช็อปปิ้ง ดูหนัง ร้องคาราโอเกะ กินข้าว เดินเล่น ฟิตเนส กิจกรรมทั้งหมดนี้นิยมทำกันในศูนย์การค้า มีบ้างบางครอบครัวที่น่ารักๆจะนิยมไปกันเป็นครอบครัว นอกเหนือจากกิจกรรมเหล่านี้ก็จะมีไปเที่ยวต่างจังหวัดกัน แต่กิจกรรมต่างๆนี้ค่าใช้จ่ายสูงนะครับ ถ้าเทียบกับการทำอาหารไปจากบ้านแล้วไปนั่งปิกนิกกันตามสวนสาธารณะ
ผมอยากเห็นคนไปใช้บริการสวนสาธารณะกันเยอะๆครับ ท่านที่เป็นนักธุรกิจก็สามารถพกโน้ตบุ๊คไปนั่งทำงานขณะที่พาภรรยาและลูกๆไปทำกิจกรรมในครอบครัวพร้อมๆกันได้(กิจกรรมในครอบครัวเป็นสิ่งที่สำคัญมากๆนะครับโดยเฉพาะต่อพัฒนาการเด็กๆ) ไปออกกำลังกายบ้าง สูดอากาศบริสุทธิ์เพื่อร่างกายของเราบ้างก็ดี ที่สำคัญอากาศบริสุทธิ์เป็นของดีและเราบริโภคมันได้ฟรีๆครับ และพอต่อไปสวนสาธารณะมีไม่พอ พื้นที่สีเขียวของคนเมืองกรุงอาจจะมีเพิ่มขึ้นมาอีกก็ได้นะครับ อย่าเอาแต่สนับสนุนพื้นที่สีเทากันเลยครับ
คุณอ่านไม่ผิดหรอกครับ กรุงเทพมหานครเนี่ยแหละ
สถานที่ที่ผมเอ่ยถึงคือสวนลุมพินีครับ
ผมเดินเล่นนั่งเล่นในสวนลุมนานหลายชั่วโมงทีเดียวและรู้สึกมีความสุขมากๆที่ได้เห็นผู้คนมาออกกำลังกายกัน พาลูกๆมาขี่จักรยานเล่น พายเรือ นอนอ่านหนังสือ และปิกนิก
แต่มีสิ่งหนึ่งที่ผมได้สังเกตุเห็นคือมีชาวต่างชาติเยอะมากๆครับ สัดส่วนน่าจะประมาณ25-30% เท่าที่ผมลองหาสาเหตุในใจดูว่าทำไมชาวต่างชาติถึงชอบมาเที่ยวสวนสาธารณะกัน ผมก็พบว่าวิถีชีวิตของเรากับเค้า(ชาวต่างชาติ)ต่างกันมากครับ เพราะกิจกรรมวันหยุดสำหรับหลายๆชาติในโลกนี้คือการหาสิ่งบันเทิงกับครอบครัวครับ อย่างในอเมริกาพอถึงวันหยุดพวกเขาจะไปดูเบสบอลหรืออเมริกันฟุตบอลกัน ซึ่งคนอเมริกาชอบกีฬาที่แข่งขันกันนานๆมาก อย่างทางยุโรปก็นิยมไปดูฟุตบอลกัน คนดูเกือบเต็มสนามทุกสัปดาห์(ทำไมสนามกีฬาแถวๆนี้มันร้างๆหว่า ยกเว้นกรณีที่มีหงส์กับผีแข่ง)
บางครอบครัวก็จะไปตกปลาตามบึงต่างๆแล้วก็ปิกนิกกัน และตามเมืองต่างๆทั่วโลกนะครับจะมีการห้ามไม่ให้ซื้อที่ดินในส่วนที่เป็นป่าในเมืองเพื่อเก็บไว้เป็นสวนสาธารณะกลางเมือง
เอาล่ะมาพูดถึงฟากของคนไทยบ้าง กิจกรรมยอดฮิตคือนัดเพื่อนไปช็อปปิ้ง ดูหนัง ร้องคาราโอเกะ กินข้าว เดินเล่น ฟิตเนส กิจกรรมทั้งหมดนี้นิยมทำกันในศูนย์การค้า มีบ้างบางครอบครัวที่น่ารักๆจะนิยมไปกันเป็นครอบครัว นอกเหนือจากกิจกรรมเหล่านี้ก็จะมีไปเที่ยวต่างจังหวัดกัน แต่กิจกรรมต่างๆนี้ค่าใช้จ่ายสูงนะครับ ถ้าเทียบกับการทำอาหารไปจากบ้านแล้วไปนั่งปิกนิกกันตามสวนสาธารณะ
ผมอยากเห็นคนไปใช้บริการสวนสาธารณะกันเยอะๆครับ ท่านที่เป็นนักธุรกิจก็สามารถพกโน้ตบุ๊คไปนั่งทำงานขณะที่พาภรรยาและลูกๆไปทำกิจกรรมในครอบครัวพร้อมๆกันได้(กิจกรรมในครอบครัวเป็นสิ่งที่สำคัญมากๆนะครับโดยเฉพาะต่อพัฒนาการเด็กๆ) ไปออกกำลังกายบ้าง สูดอากาศบริสุทธิ์เพื่อร่างกายของเราบ้างก็ดี ที่สำคัญอากาศบริสุทธิ์เป็นของดีและเราบริโภคมันได้ฟรีๆครับ และพอต่อไปสวนสาธารณะมีไม่พอ พื้นที่สีเขียวของคนเมืองกรุงอาจจะมีเพิ่มขึ้นมาอีกก็ได้นะครับ อย่าเอาแต่สนับสนุนพื้นที่สีเทากันเลยครับ
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)