วันพฤหัสบดีที่ ๓ มกราคม พ.ศ. ๒๕๕๑
โมเดิร์นเทรด vs. โชห่วย
โพสต์ใน http://www.doohoon.com/smf/index.php?topic=11683.0 เมื่อวันที่ 2/1/2551
ปัจจุบันโชห่วยซื้อของจาก makro bigc lotus ไปขายในร้านนะครับ ถามว่าคนที่เดือดร้อนจริงๆคือใคร คำตอบไม่ใช่โชห่วย แต่เป็นร้านค้าส่งเจ้าใหญ่ๆในจังหวัดมากกว่าครับ และการที่ห้างเหล่านี้มาเปิดทำให้ร้านโชห่วยมีทางเลือกมากขึ้น ได้ราคาถูกลง เพราะได้รับประโยชน์จากการแข่งขันทางราคาที่รุนแรงของห้างเหล่านี้ เพราะฉะนั้น makro bigc lotus เป็นประโยชน์ต่อโชห่วย แต่เป็นศัตรูต่อร้านค้าส่งเจ้าใหญ่ๆในจังหวัด
7-11 เป็นคู่แข่งกับ โชห่วยแน่นอน แต่การที่จะไปห้ามหรือตั้งกฎอะไรมากมายจะทำให้ชาวบ้านเดือดร้อนมากกว่า ลองคิดดูว่าถ้ากำหนดเวลาเปิดให้เปิดได้แค่8-12ชม. 7-11ต้องเปิดเวลาเดียวกับโชห่วยอยู่แล้ว ไม่เห็นจะช่วยตรงไหน แถมคนที่เค้ากลับบ้านดึกๆ ต้องการหาอะไรรองท้องจะทำยังไงครับ แสงสว่างและผู้คนพลุกพล่านช่วยให้ซอยหายเปลี่ยวได้ ตู้atmจะไม่มีคนไปกดแน่ๆถ้าไม่มีแสงสว่างและผู้คนเดินเข้าออกจาก7-11 ร้านก๋วยเตี๋ยว ร้านข้าวมันไก่หน้า7-11ตอนดึกๆล่ะจะอยู่กันยังไง เงินภาษีที่รัฐจะได้ล่ะ สูญเสียไปขนาดไหน
ผมก็เห็นใจโชห่วยนะครับ แต่ต้องมองหลายๆมุม โชห่วยต้องปรับตัวเข้าสู้ ยังมีหลายๆอย่างที่7-11สู้โชห่วยไม่ได้ เช่นความสัมพันธ์ในชุมชน การแยกขายบุหรี่เป็นตัวๆ หรือแบ่งขายโดยใส่ซองเล็ก เหล้าขาวขายเป็นเป็ก
ผมเคยเห็นในหนังสือมีร้านโชห่วยที่ติดกับ7-11แต่สามารถสู้ได้(ถ้าหาเล่มนั้นเจอจะเอามาให้ดูครับ) เค้าเปิด24ชม.เหมือนกัน ขายบุหรี่แบบแบ่งขาย ขายเหล้าเป็นเป็ก มีสินค้าที่เป็นซองเล็กๆ รับสินค้าฝากขายจากคนในชุมชน(7-11เรียกค่าแรกเข้าแพง) รวมไปถึงเก็บตกลูกค้าจาก7-11 ที่บางทีไม่มีของบางยี่ห้อขาย(7-11จะคัดยี่ห้อที่ขายไม่ดีออกเหลือแต่ยี่ห้อที่ขายดี2-3ยี่ห้อเท่านั้น) เจ้าของร้านยังบอกอีกว่าตั้งแต่7-11มาเปิดร้านของตัวเองขายดีกว่าเดิมซะอีก
โชห่วยได้เปรียบเรื่องความยืดหยุ่นอย่างเห็นได้ชัด ถ้ารู้จักนำสิ่งที่ตัวเองได้เปรียบมาใช้ บางที7-11อาจจะมาช่วยสร้างความคึกคักให้ร้านโชห่วยเล็กๆก็ได้ครับ
วันศุกร์ที่ ๒๘ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๕๐
Disposition Effect
ขายหุ้นที่ได้กำไร แต่ถือหุ้นที่ขาดทุน ???
เรื่องนี้เป็นเรื่องของจิตวิทยาล้วนๆ คือไม่ยอมรับความผิดพลาดของตัวเอง
ทนถือหุ้นที่ขาดทุนนานๆ พอราคาขึ้นมาเท่าทุนกลับขายทิ้ง น่าแปลกนะครับ ถือไว้ให้เสียเวลาทำไมตั้งนาน
การถือหุ้นที่ขาดทุนและขายหุ้นที่ได้กำไร น่าแปลกเช่นเดียวกัน หุ้นที่ได้กำไรน่าจะเป็นหุ้นที่มีแนวโน้มดีต่อไปกลับขายแต่ถือหุ้นแย่ๆที่ราคาลดลงเรื่อยๆไว้
ในหนังสือจิตวิทยาการลงทุนได้เรียกพฤติกรรมนี้ว่า Disposition Effect
ผู้คนมักจะหลีกเลี่ยงการกระทำที่ทำให้ตัวเองเสียใจ(ขายขาดทุน) แต่จะเสาะแสวงหาความภูมิใจ(ขายได้กำไร)
ถ้าต้องการจะซื้อหุ้นตัวนึงแต่ไม่มีเงินแล้ว และต้องขายหุ้นในพอร์ทออกมาซื้อ คนส่วนมากมักจะเลือกขายหุ้นที่ได้กำไร แล้วเก็บหุ้นที่ขาดทุน
เพราะเป็นการยืนยันความถูกต้องที่ซื้อหุ้นตัวที่กำไรมา
ส่วนตัวที่ขาดทุนรอขายตอนกำไรเพื่อยืนยันความถูกต้องของตัวเอง จึงต้องถือไว้ก่อน
ลองดูครับว่าคุณมีพฤติกรรมแบบนี้รึเปล่า
วันอาทิตย์ที่ ๒ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๕๐
ROE & ROA
Net income/Sales =Net Profit Margin กำไรกี่บาทจากทุกๆการขาย1บาท ยิ่งมากยิ่งดีแสดงว่าราคาสินค้ามีMarginสูง
Sales/Assets= Assets Turn Over สินทรัพย์ที่มี1บาท สามารถสร้างกำไรได้กี่บาท ยิ่งมากยิ่งดีแสดงว่ามีการใช้สินทรัพย์อย่างมีประสิทธิภาพ อาจขายสินค้าเน้นปริมาณ
Assets/Equity= Financial Leverage สินทรัพย์ที่มี1บาทมาจากทุนกี่บาท ยิ่งต่ำยิ่งเสี่ยงน้อย ถ้าค่านี้ออกมาต่ำแสดงว่าสินทรัพย์ส่วนใหญ่มาจากทุน ถ้าสูงแสดงว่ามาจากการก่อหนี้
ROA=(EBIT/Sales)*(Sales/Equity)*(Equity/Total Assets)
Net Profit/Total Assets สินทรัพย์1บาทก่อให้เกิดกำไรกี่บาท/%
Sales/Equity ทุน1บาทได้ยอดขายกี่บาท
Net Profit/Equity ทุน1บาทได้กำไรกี่บาท
วันอาทิตย์ที่ ๑๘ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๕๐
มีประสบการณ์ในการเล่นหุ้นมากี่ปีแล้วครับ และคิดเองหรือเล่นตามเซียนครับ
ผมว่าในช่วง3ปีแรกของการเข้ามาเล่นในตลาดนี้เป็นการเรียนรู้และค้นหาแนวทางการเล่นที่เหมาะสมสำหรับตัวเอง ดังนั้นผมถือว่าคนที่ได้กำไรในช่วง3ปีแรกนี้ยังไม่ถือว่าประสบความสำเร็จครับ อาจจะฟลุ๊กก็ได้ ส่วนคนที่ขาดทุนก้อต้องหาแนวทางที่เหมาะสมต่อไป แนวทางที่เหมาะสมนี้ไม่จำกัดว่าต้องเป็น vi vs daytrade หรืออะไรก็ตาม ขอแค่เล่นแล้วมีกำไรก็พอครับ
พอเริ่มปีที่3 จะเป็นปีที่วัดผลกันจริงๆ ผลที่ได้ในปีนี้น่าจะเป็นการวัดว่าสามารถที่จะทำกำไรได้ในอนาคตข้างหน้าหรือไม่ ถ้าได้กำไรเป็นกอบเป็นกำถือว่าสอบผ่าน(ในขั้นต้นเท่านั้น) ถ้าจะวัดผลจริงๆควรจะมีประสบการณ์มากกว่า12ปีขึ้นไปและสามารถทำกำไรได้อย่างสม่ำเสมอ เพราะถือว่าครบรอบcycleพอดี น่าจะผ่านวิกฤติต่างๆมาเกือบครบแล้ว
แต่ถ้าเล่นมา12ปีโดยมีกำไรเยอะแยะ แต่ลอกเค้ามาถือว่าไม่ผ่านเช่นเดียวกันครับ น่าจะแย่กว่าน้องใหม่ที่เข้ามาปีแรกแต่พยายามหาหุ้นเองซะอีก ลอกได้ครับแต่ควรจะหาเหตุผลต่างๆมาประกอบได้เช่นบริษัทนี้ทำกิจการอะไร แนวโน้มดีรึป่าว มีกำไรเท่าไหร่ กราฟเป็นยังไง และเหตุผลอื่นๆอีกมากมาย ก่อนซื้อควรต้องรู้จุดซื้อ-ขาย(สำหรับคนที่เล่นรอบ) ควรรู้มูลค่าของบริษัท(สำหรับ vi) ควรรู้พฤติกรรมของหุ้น(สำหรับชาว daytrade) ถ้ายังถามจุดซื้อจุดขายจากคนอื่นอยู่ แสดงว่าไม่คิดจะขวนขวายแล้วพยายามหาแนวทางของตัวเองเลย แนะนำว่าให้ไปเริ่มต้นอ่านหนังสือใหม่ครับ กลับไปเรียนรู้ใหม่ เพราะไม่คนที่จะคอยมาบอกจุดซื้อจุดขายได้ทุกวันหรอก
อีกอย่างนึงครับ การซื้อหุ้นตามคนอื่นจุดซื้อ-ขายของแต่ละคนก้อต่างกัน หุ้นตัวเดียวกัน ทำไมบางคนกำไร ทำไมบางคนขาดทุน อย่าง trc ผมซื้อตั้งแต่ผมแรกที่ผมบอก ต้นทุนอยู่ที่4บาทกว่าๆ แต่เห็นหลายๆคนมาซื้อที่5บาท คนที่คิดเองจะได้เปรียบครับเพราะเค้าดูหุ้นตัวนั้นตั้งแต่แรก(ผมเคยซื้อที่2.1ด้วยครับเมื่อปีที่แล้วขายรอบนั้นหมดไปแล้ว) ทำการบ้านมาแล้ว และรู้ว่ามันจะวิ่งยังไงบ้าง แต่คนที่ซื้อตามไม่รู้แน่ๆ ถือไว้โดยที่ยังไม่รู้ว่าบริษัทมันดียังไง ได้กำไรยังไง ราคาตกก็นอนไม่หลับ แถมไม่กล้าขายเพราะไอคนแนะนำมันยังไม่ยอมขายเลย น่าจะมีอะไรดีๆ(กลัวขายหมู) ถ้ายังเล่นแบบนี้นะครับโดยที่ไม่คิดจะหาวิธีเล่นเอง ผมว่าเลิกเล่นดีกว่าครับ(ขอโทษด้วยที่พูดตรงไปหน่อย) ลองคิดดูแล้วกันว่าไปเชื่อคนที่ไม่รู้จัก ซื้อหุ้นตามเค้า ถ้าถูกหลอกละครับ เช่นผมอาจจะรอปล่อยของก็ได้ใครจะไปรู้ เกมส์ในตลาดหลักทรัพย์มีกลโกงเยอะแยะครับ โลกของทุนนิยมคือการล่าทุนครับ ประมาณว่าล่าอาณานิคมในสมัยก่อน พวกต่างชาติกับกองทุนมีทุนหนา เปรียบเสมือนมีกองกำลังขนาดใหญ่ แต่รายย่อยมีทุนน้อย สู้ไม่หรอกครับ ยิ่งวิ่งตามคนอื่นไปสู้โดยไม่รู้ว่าจะชนะรึป่าวแต่เชื่อว่าชนะเพราะตามคนเก่ง ผมว่ามันตลกครับ ถ้ากองกำลังของเรามีน้อย ก็ควรทำให้กองกำลังเก่งและแข็งแกร่งครับ แต่ควรจะเริ่มสร้างความแข็งแกร่งจากแม่ทัพก่อนครับ ถ้าแม่ทัพเก่งต่อไปกองทัพเล็กๆจะยิ่งใหญ่ได้ แต่ถ้าแม่ทัพห่วยๆกองทัพใหญ่ๆจะตายหมดได้ครับ
ฝากไว้ครับเพราะผมอยากให้ทุกๆคนเดินได้ด้วยลำแข้งของตัวเองมากกว่า ส่วนผมยังต้องฝึกฝนอีกเยอะครับ
วันจันทร์ที่ ๒๙ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๕๐
การเก็งกำไรกับการลงทุน
การลงทุนคือการสร้างบ่อเลี้ยงปลา ค่อยๆสร้าง แรกๆได้ปลานิดเดียวแต่ลงทุนไปเยอะ นานๆเข้าก็แค่คอยดูแลไปเรื่อยๆก็มีปลาให้กินทุกวัน
เวลาผ่านไปสิบปี
คนตกปลาก็ต้องออกไปหาปลาเรื่อยๆถ้าอยากได้ปลา
คนเลี้ยงปลาไม่ต้องออกไปหาก็ได้ปลามากินทุกวัน
ไม่สงวนลิขสิทธิ์ กรุณาเผยแพร่
Last edited by CK on Thu Jun 19, 2003 1:36 pm; edited 1 time in total
วันเสาร์ที่ ๒๐ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๕๐
Opportunity Day
Opportunity Day จัดขึ้นโดยตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยและสมาคมวิเคราะห์หลักทรัพย์
ใช้เวลาแค่1ชั่วโมง ครึ่งไปนั่งฟังผู้บริหารระดับสูงที่นำทีมม่ให้ข้อมูลของบริษัท มีเอกสารและการบรรยาย ซึ่งทำให้เห็นภาพการประกอบธุรกิจอย่างชัดเจน ทำให้เราเห็นวิสัยทัศน์ของผู้บริหาร และแนวโน้มของกิจการ นับว่าคุ้มค่ามากครับ นอกจากนั้นยังมีการQ-Aหรือถาม-ตอบด้วย ซึ่งในOpp Dayจะมีนักลงทุนสถาบันและนักวิเคราะห์มานั่งฟังพร้อมกันกับเราด้วย เพราะฉะนั้นมีคนทำการบ้านมาเยอะแน่นอน การที่นักลงทุนรายย่อย,นักลงทุนสถาบันและนักวิเคราะห์ช่วยกันซักถาม จะทำให้เราได้รับข้อมูลในเชิงลึกมากยิ่งขึ้น และมุมมองที่กว้างขึ้นด้วย
ตั้งแต่ต้นเดือนหน้าจะเริ่มมีOpp Dayจัดที่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยครับ ติดตามหาข้อมูลว่าบริษัทที่เล็งๆไว้จะมาOpp Dayวันและเวลาไหน ได้ที่เว็บไซท์ของ TSI Settradeหรือโทรไปถามได้ที่02-229-2222ครับ
อย่าพลาดโอกาสดีๆนะครับ
วันพุธที่ ๑๗ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๕๐
สิ่งที่ควรเปลี่ยนแปลงในตลาดหุ้นไทย
ผมสังเกตุดูจึงได้รู้ว่าทำไมถึงเป็นแบบนี้ บรรดาผู้คนต่างแห่กันเข้าไปซื้อหุ้นบิ๊กแคปกันเป็นจำนวนมาก บางคนทิ้งหุ้นขนาดกลาง-เล็กที่พื้นฐานดีๆเพื่อเข้าไปเก็งกำไรกับบรรดากลุ่มน้ำมันและกลุ่มเรือ
ผมหวาดเสียวแทนจริงๆครับ เพราะดูก็รู้ว่านี่มันคือแรงซื้อของนักลงทุนต่างชาติชัดๆ สิ่งที่ผมวิตกมีอยู่3อย่างด้วยกัน
- ทันทีที่นักลงทุนต่างชาติถอนทุนไปเก็งกำไรที่อื่นต่อจะเกิดอะไรขึ้นกับนักลงทุนชาวไทยที่พึ่งซื้อหุ้นบิ๊กแคปในช่วงนี้
- ดัชนีSET INDEXที่ไม่มีความสมดุล โดยหุ้นเพียงแค่ไม่กี่ตัวสามารถกำหนดทิศทางของ SET INDEXได้
- การที่นักลงทุนต่างชาติเป็นผู้กำหนดทิศทางดัชนีเสมือนกับตลาดแห่งนี้เป็นของชาวต่างชาติ
ผมคิดว่าทางตลท.น่าจะสอนให้นักลงทุนทราบถึงความหมายของการลงทุนที่แท้จริง สอนให้นักลงทุนชาวไทยลงทุนในกิจการ ต้องการเป็นหุ้นส่วนทางธุรกิจมากกว่าที่จะไปสนใจราคาหุ้น ผมอยากรู้จริงๆว่าราคาของบรรดาหุ้นบิ๊กแคปขึ้นมามากในระยะเวลาอันสั้นเป็นเพราะตัวธุรกิจที่ดีขึ้นหรือเปล่า อย่างวันนี้PTT บวกประมาณ5% ถามว่าวันนี้วันเดียวบริษัทมีกำไรเพิ่ม5%รึเปล่า บางคนอาจจะบอกว่าราคาน้ำมันขึ้น แต่ผมว่าคงต้องแยกแยะให้ออกว่าปตท.ต้องซื้อน้ำมันเข้ามาเหมือนกันนะครับ ต้นทุนก็ควรจะสูงขึ้น นักลงทุนควรที่จะไปดูว่าภาคธุรกิจอะไรในปตท.ได้กำไร และส่วนไหนบ้างที่ขาดทุน ผมไม่ได้หมายความว่าปตท.ไม่ดีนะครับ แต่ควรจะพิจารณาว่าเหมาะสมแล้วหรือที่จะซื้อหรือขาย ถ้าคุณเห็นว่าดีจริงคุณน่าจะซื้อตั้งแต่ราคาต่ำๆ แล้วถ้าบริษัทขอถอนตัวออกจากตลาดคุณจะยังกล้าถืออยู่รึเปล่า
จริงๆแล้วผมคิดว่าน่าจะห้ามเล่น net(ซื้อขายหักลบกันภายในวันเดียว)กับหุ้นทุกตัว และใครถือหุ้นต่ำกว่า3เดือน น่าจะเสียภาษีจากกำไรที่ได้ เหตุผลที่ต้องเป็น3เดือนเพราะอยากให้ดูผลประกอบการของบริษัทเป็นหลักให้การตัดสินใจซื้อ-ขาย เรื่องset indexที่ไม่มีความสมดุลน่าจะมีวิธีการแก้บางนะครับแต่ผมไม่ทราบกลไกทางนี้จริงๆเลยไม่อยากออกความคิดเห็นใดๆ
เรื่องนักลงทุนต่างชาติที่ใช้เม็ดเงินจำนวนมากเข้ามาซื้อ-ขาย ส่งผลต่อตลาดหุ้นบ้านเรามากทีเดียว แต่ปัญหานี้น่าจะลดลงไปถ้านักลงทุนบ้านเราเป็นนักลงทุนกันจริงๆไม่ใช่นักเก็งกำไร ซื้อกิจการดีๆในราคาที่เหมาะสมแล้วถือไปเรื่อยๆ คนไทยทุกๆคนน่าจะมีส่วนในการเป็นเจ้าของกิจการของชาวไทยกัน จริงๆผมแอบหวังไว้ว่าคนไทยทุกสาขาอาชีพ น่าจะได้เป็นผู้ถือหุ้นบริษัทจดทะเบียน มันเป็นสิ่งที่น่าภาคภูมิใจ ทำให้เราหันมาอุดหนุนบริษัทของคนไทยด้วยกันเพื่อสร้างรากฐานที่มั่นคงภายในประเทศ และที่สำคัญเงินปันผลจะช่วยให้เรามีเวลาให้ครอบครัวกันมากขึ้น ถึงแม้จะน้อยนิดแต่ระยะเวลาจะทำให้บริษัทโตขึ้นและสามารถจ่ายปันผลได้มากขึ้นเองครับ
วันพฤหัสบดีที่ ๑๑ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๕๐
5บริษัทไทยใน Forbes-Asia's 200 Best Under A Billion (ตอนจบ)
บริษัทแรก บริษัทอมรินทร์พริ้นติ้ง แอนด์ พับลิชชิ่ง จำกัด(มหาชน) ชื่อในตลาดหลักทรัพย์ aprint
ราคาปิดณ วันที่10ตค.2550 ;13.70 บาท
เป็นเพียงบริษัทเดียวในหมวด publishing ที่ติดอันดับ
คงไม่มีใครที่ไม่รู้จักบริษัทอมรินทร์ เพราะอมรินทร์เป็นเจ้าตลาดนิตยสารชั้นนำมากมาย ไม่ว่าจะเป็น บ้านและสวน,แพรว,ชีวจิตและอื่นๆอีกมากมาย และยังมีpocket bookที่เป็นของทางสำนักพิมพ์ในเครืออีกมากมาย อีกทั้งยังมีร้านค้าปลีกชื่อ "ร้านนายอินทร์" เรามารู้จักประวัติคร่าวๆกัน
จากกองบรรณาธิการเล็กๆที่ คุณชูเกียรติ อุทกะพันธุ์ รวบรวมสมัครพรรคพวกและพนักงานจำนวนหนึ่งจัดตั้ง ห้างหุ้นส่วนจำกัดวารสารบ้านและสวน เริ่มผลิตนิตยสาร "บ้านและสวน" ฉบับแรกออกวางตลาดในเดือนกันยายน 2519 โดยอาศัยการพิมพ์จากโรงพิมพ์ภายนอก ต่อมาจึงได้มีการก่อตั้งโรงพิมพ์ในรูปของ ห้างหุ้นส่วนจำกัดอมรินทร์การพิมพ์ เพื่อพิมพ์นิตยสารเอง ขณะเดียวกันก็รับจ้างงานพิมพ์อื่นๆ ด้วย
กิจการที่ขยายตัวขึ้นทำให้บริษัทฯมีความจำเป็นต้องระดมทุน จึงได้แปรสภาพเป็นบริษัทมหาชน เพื่อเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยในปี 2536 และเปลี่ยนชื่อบริษัทเป็น "บริษัทอมรินทร์พริ้นติ้งแอนพับลิชชิ่ง จำกัด(มหาชน)"
ในปีเดียวกันนั้น บริษัทฯได้ขยายกิจการด้านการจัดจำหน่าย โดยตั้งบริษัทอมรินทร์บุ๊คเซ็นเตอร์ จำกัด และปัจจุบันบริษัทฯถือหุ้นอยู่ร้อยละ 19 ของทุนจดทะเบียน เพื่อทำหน้าที่ดูแลการจัดจำหน่ายสิ่งพิมพ์ทั้งหมด รวมถึงการจัดตั้งร้านค้าปลีกขึ้นโดยให้ชื่อว่า "ร้านนายอินทร์"
หัวใจสำคัญของการดำเนินธุรกิจที่คุณชูเกียรติ อุทกะพันธุ์ ผู้ก่อตั้ง ได้วางรากฐานไว้ คือการทำงานด้วยใจรัก และมุ่งเน้น การทำงานให้มีคุณภาพ เพื่อประโยชน์สูงสุดของลูกค้า ดั่งปณิธานที่ว่า
"เราทำงานเพื่อความรุ่งโรจน์ และความสุขของสังคม"
จาก "นิตยสารบ้านและสวน" บริษัทฯได้ขยายกิจการโดยการออกนิตยสารใหม่ๆ เป็นระยะ คือ นิตยสาร "แพรว", "สุดสัปดาห์", "ชีวจิต", "Health & Cuisine", "National Geographic ฉบับภาษาไทย", "Room" , "WE" , "Real Parenting" , "Shape" , "InStyle" และมีสำนักพิมพ์หนังสือเล่มอีก 13 สำนักพิมพ์ ผลิตหนังสือครอบคลุมหลากหลายกลุ่มนักอ่านทั่วประเทศ
ปัจจุบันกิจการของบริษัทสามารถแบ่งออกได้เป็น 3 สายงานคือ ธุรกิจสำนักพิมพ์ , ธุรกิจโรงพิมพ์ และ ธุรกิจจัดจำหน่าย บริษัท อมรินทร์บุ๊คเซ็นเตอร์ จำกัด เพื่อศักยภาพสูงสุดในการผลิตสื่อสิ่งพิมพ์คุณภาพสู่สังคมไทย
จุดแข็งของaprintคือgoodwillครับ พูดง่ายๆว่าตัวแบรนด์มีความแข็งแกร่งสูงมาก loyaltyค่อนข้างสูง แต่รายได้หลักไม่ได้มาจากการพิมพ์นะครับ มากจากค่าโฆษณาในหนังสือ แล้วการเปิดร้านนายอินทร์เป็นการส่งเสริมธุรกิจในเครือได้อย่างสมบูรณ์แบบ ถ้าถามว่าจะโตแบบก้าวกระโดดมั้ย? คำตอบคือไม่ครับ แต่จะโตแบบยังยืนมากกว่า (ใครสนใจหุ้นaprintก็ไปหาข้อมูลกันเองนะครับ)
---------------------------------------------------------------------------------------------------------
บริษัทที่สองคือ บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด(มหาชน) ชื่อย่อBGH หรือที่คนรู้จักกันดีในนามโรงพยาบาลกรุงเทพ
ราคาปิดวันที่10 ตค. 2550 อยู่ที่ 40 บาท
เป็นบริษัทเดียวกลุ่มhospitalที่ติดอันดับ
ตงไม่มีใครไม่รู้จักเครือโรงพยาบาลกรุงเทพแน่นอน หลายๆคนคงเคยใช้บริการโรงพยาบาลเอกชนรายนี้ ผมเองก็เป็นลูกค้า(ไม่ประจำ)ของที่นี่ จากประสบการณ์ส่วนตัวต้องยอมรับว่าการให้บริการดีจริงๆครับ ซึ่งที่นี่เน้นมากๆ เนื่องเน้นกลุ่มลูกค้าระดับกลางถึงบนและชาวต่างชาติ
ซึ่งโรงพยาบาลกรุงเทพให้ความสำคัญอย่างยิ่งและได้ปรับระบบการบริหารงานให้กระชับ คล่องตัว เพื่อสร้างความพึงพอใจแก่ผู้ใช้บริการ และสร้างความเป็นผู้นำในธุรกิจจนในที่สุดโรงพยาบาลกรุงเทพ ก็เป็นโรงพยาบาลเอกชนแห่งแรกที่ได้รับใบรับรองมาตรฐานการบริการด้วยระบบคุณภาพ มอก./ISO 9002 จากสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) ซึ่งเทียบเท่ามาตรฐานโลกเป็นระยะเวลากว่า 27 ปี ที่โรงพยาบาลได้ถือก่อตั้งขึ้น และก้าวต่อไปอย่างต่อเนื่อง จนปัจจุบัน อาคารที่เคยมีเพียง 6-7 ชั้น กลายเป็น อาคาร 16 ชั้น กลายเป็นสถานพยาบาลที่เป็นที่พึ่งของผู้ป่วยทุกชาติทุกภาษา สิ่งที่เรายังคงภาคภูมิใจและยึดถือเสมอมาคือ คำขวัญที่กล่าวว่า ณ สถานที่แห่งนี้คือสถานที่ซึ่งเทคโนโลยีทางการแพทย์และความเมตตาปราณีมาบรรจบกัน
โรงพยาบาลกรุงเทพ มุ่งมั่นในการปรับปรุงคุณภาพงานบริการ และการรักษาพยาบาลอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้อยู่ในระดับมาตรฐานสากล รวมทั้งได้รับการรับรองคุณภาพมาตรฐาน ISO 9002 รวมทั้งได้พัฒนาระบบคุณภาพอย่างต่อเนื่อให้สอดคล้องกับข้อกำหนดใหม่ของ ISO จนได้ผ่านการรับรองมาตรฐาน ISO 9001 : 2000 ในปี 2544 และในปีเดียวกันนั้นได้รับรองมาตรฐานโรงพยาบาล (HA : Hospital Accreditation) จากสถาบันพัฒนา และรับรองมาตรฐานโรงพยาบาล (พรพ.) ในสังกัดกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งยืนยันถึงความมุ่งมั่นในอันที่จะรักษาเกียรติคุณที่ได้รับ และพัฒนาให้เจริญขึ้นไปสู่ระดับที่สูงขึ้นตลอดไป
ในปี พ.ศ. 2544
โรงพยาบาลกรุงเทพเป็นโรงพยาบาลแห่งแรกที่ได้รับรางวัลผู้ประกอบการดีเด่นประเภทธุรกิจบริการ (สาขาโรงพยาบาล) Prime Minister's Export Award 2001 จากกรมส่งเสริมการส่งออกกระทรวงพาณิชย์ ในฐานะที่สามารถให้การบริการที่ดีเลิศต่อผู้ป่วยชาวต่างประเทศ จนสามารถนำเงินตราจากต่างประเทศเข้ามาสู่ประเทศไทยจำนวนมาก และเพิ่มมากขึ้นตามลำดับ
ในการรองรับผู้ป่วยชาวต่างชาติ โรงพยาบาลกรุงเทพได้เปิดศูนย์บริการผู้ป่วยต่างประเทศ ในระบบ One Stop Service พร้อมล่าม 26 ภาษา และหน่วยบริการฉุกเฉินทั้งทางบก และทางอากาศ ด้วยบุคลากรที่มีประสบการณ์สูง ที่พร้อมช่วยเหลือผู้ป่วยให้ได้รับความปลอดภัยสูงสุด
โรงพยาบาลกรุงเทพ มุ่งสู่การเป็นศูนย์กลางทางการแพทย์ในภูมิภาพเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ด้วยการพัฒนาสู่ความเป็นผู้เชี่ยวชาญศูนย์เฉพาะระบบอย่างครบวงจร ผู้ใช้บริการมั่นใจได้กับคุณภาพการบริการเหนือระดับโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ที่พร้อมให้การดูและสุขภาพอย่างเท่าเทียมแก่ผู้ป่วยทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ โดยมีมาตรฐาน ISO 9001 : 2000 และ Hospital Accreditation (HA) รับรอง และประกันคุณภาพตลอดจนได้รับการรับรองมาตรฐานโรงพยาบาล ฉบับปีกาญจนาภิเษก HA เป็นครั้งที่ 2 จากสถาบันพัฒนารับรองคุณภาพโรงพยาบาล กระทรวงสาธารณสุข ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการที่จะพัฒนาคุณภาพของโรงพยาบาล เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้รับบริการ และคงไว้ซึ่งมาตรฐาน จริยธรรมแห่งวิชาชีพอย่างต่อเนื่องตลอดมา
นอกจากนี้... โรงพยาบาลยังได้คำนึงถึงผลกระทบที่เกิดจากกระบวนการรักษาพยาบาลต่อสิ่งแวดล้อม รวมถึงความปลอดภัยต่อผู้ใช้บริการ และสุขภาพอนามัยของบุคลากรทุกระดับซึ่งเป็นผู้ให้บริการโดยตรงต่อผู้ป่วย จึงได้นำเอามาตรฐาน ISO 14001 ระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม และมาตรฐาน มอก. 18001/OHSAS18001 ระบบการจัดการอาชีวอนามัยและความปลอดภัย มาปรับใช้ภายในองค์กร และผ่านการรับรองระบบการจัดการทั้งสองจากสถาบันรับรองมาตรฐานไอเอสโอ (สรอ.) เมื่อเดือนมีนาคม 2546
จุดเด่นคือบริการที่ยอดเยี่ยมและมีชื่อเสียงมากในระดับนานาชาติ อาจจะแพ้BHหน่อยแต่มีสาขาครอบคลุมไปทั่วหัวเมืองสำคัญๆในไทย และยังมีสาขาในต่างประเทศอีกมากมาย นับว่าเป็นอีกหนึ่งบริษัทที่น่าสนใจ
---------------------------------------------------------------------------------------------------------
บริษัทต่อมา Thai Carbon Black ชื่อย่อTCB
ราคาปิดวันที่10 ตค.2550 อยู่24.30
เป็นหนึ่งใน4บริษัทจากกลุ่มchemicalsที่ติดอันดับ
ผมยอมรับตามตรงว่าไม่รู้จักบริษัทนี้ดีพอครับ รู้คร่าวๆว่าเป็นบริษัทที่ดำเนินธุรกิจผลิตและจำหน่ายผงเขม่าดำ (Carbon Black) ทั้งในและ
ต่างประเทศซึ่งใช้มากในอุตสาหกรรมผลิตยางรถยนต์ ตัววัตถุดิบที่ใช้ใน การผลิตผงเขม่าดำคือ ตัว (Carbon Black Feedstock Oil) สั่งซื้อมาจากสหรัฐอเมริกา กำลังการผลิตปัจจุบัน ทางบริษัทฯ ผลิตเต็มกำลังการผลิต 65,000 ตันต่อปี TCBส่งออกCabon Blackให้กับต่างประเทศในสัดส่วน50% ประเทศหลักๆคือญี่ปุ่น ยุโรป ออสเตรเลีย จีนและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
---------------------------------------------------------------------------------------------------------
บริษัทที่4 TEAM PECISION ชื่อย่อว่าteam
ราคาปิดณ วันที่10ตค. 2550 ;9.25บาท
เป็นหนึ่งใน13บริษัทในกลุ่ม semiconductors ซึ่งเป็นกลุ่มใหญ่อันดับสองในการจัดอันดับ
teamประกอบธุรกิจผลิตและประกอบแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ตามความต้องการของลูกค้าภายใต้การบริหารของคณะกรรมการร่วมกัน โดยที่การจัดสรรงานและลูกค้าสำหรับบริษัทและบริษัทย่อยจะเป็นไปตามความเหมาะสมของเครื่องจักร และขั้นตอนการผลิตของแต่ละโรงงาน โดยที่บริษัทซึ่งถูกจัดตั้งขึ้นภายหลังจากบริษัทย่อย มีเครื่องจักรที่มีความทันสมัย และมีขั้นตอนการผลิตที่ต่อเนื่อง รวมทั้งมีขั้นตอนการผลิตเฉพาะอย่าง เช่น Chemical Compound Encapsulation และการประกอบแผงวงจรอ่อน (Flexible Circuit)
ลูกค้าของบริษัทซึ่งเป็นเจ้าของยี่ห้อสินค้า (Original Brand Name Producer) ผู้ผลิตสินค้าต้นแบบ (Original Equipment Manufacturer : OEM) หรือผู้รับจ้างออกแบบผลิตภัณฑ์อิเลคทรอนิกส์ (Design House) จะเป็นผู้ออกแบบผลิตภัณฑ์ และบริษัทจะรับผลิตและประกอบแผงวงจรอิเลคทรอนิกส์ รวมทั้งการทดสอบการทำงานของแผงวงจรอิเลคทรอนิกส์ เพื่อให้ได้ผลิตภัณฑ์ที่มีคุณสมบัติและการทำงานตามที่ลูกค้าต้องการ
ลูกค้าของteamมีsony pioneer sharp ford oticon เป็นต้น
จุดเด่นของทีมอยู่ที่การควบคุมต้นทุนการผลิตได้ดี โอกาสที่สินค้าจะชำรุดเสียในการผลิตมีแค่ 3/1,000,000 หรือ0.000003% ที่สำคัญผู้บริหารทำงานจริงจังไม่ขี้โม้ครับ(ชอบมากๆ)
---------------------------------------------------------------------------------------------------------
สุดท้ายแล้วครับ บริษัท ยูนิมิต เอนจิเนียริ่ง จำกัด (มหาชน) หรือuec
ราคาปิด ณ วันที่10 ตค.2550 ;38บาท
ดำเนินธุรกิจวิศวกรรมด้านการรับจ้างออกแบบ การผลิต และการติดตั้งอุปกรณ์ต่างๆที่ใช้ในกระบวนการ
ผลิตของโรงงานอุตสาหกรรมตามแบบและขนาดที่ลูกค้าเป็นผู้กำหนด (made to order) โดยผลิตภัณฑ์หลักของ
บริษัทฯแบ่งออกเป็น 5 ประเภท ดังนี้
1. ภาชนะความดัน (Pressure Vessel) ได้แก่ ภาชนะบรรจุสารเคมีที่ถูกออกแบบให้สามารถทนต่อ
แรงดันในกระบวนการผลิตของโรงงานอุตสาหกรรมได้ ตัวอย่างสารเคมี เช่น น้ำมัน ก๊าซปิโตรเลียมเหลวแอมโมเนีย
คาร์บอนไดออกไซด์ และไนโตรเจน เป็นต้น
2. ชิ้นส่วนเครื่องจักร (Machinery Parts) เช่น ชิ้นส่วนเครื่องปรับอุณหภูมิอากาศ (Part of Air
Preheater) ชิ้นส่วนเตาเผา (Part of Incinerator) ปล่องควันไอเสียโรงงาน (Stack) และเสื้อพัดลม
(Fan Casing) เป็นต้น
3. โครงสร้างเหล็ก (Steel Structure) โดยส่วนใหญ่ใช้สำหรับในงานก่อสร้างโรงงานอุตสาหกรรม
ปิโตรเคมีและอุตสาหกรรมพลังงาน เช่น โครงสร้างเหล็กของอาคารโรงงาน เป็นต้น
4. ภาชนะบรรจุสารเคมี (Chemical Tank) เช่น ถังเก็บน้ำมัน เป็นต้น
5. การติดตั้งเครื่องจักรและอุปกรณ์ (Mechanical Installation) เช่น การวาง ระบบท่อใน
โรงงานปิโตรเคมี เป็นต้น
สำหรับuecถือว่าเป็นหุ้นที่เติบโตสูงมากๆ นับเป็นดาวเด่นประจำปีนี้เลยทีเดียวครับ
---------------------------------------------------------------------------------------------------------
ทั้ง5บริษัทเป็นบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทัพย์ครับ ถ้าสนใจสามารถหาข้อมูลเพิ่มได้ครับ
วันพุธที่ ๑๐ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๕๐
5บริษัทไทยใน Forbes-Asia's 200 Best Under A Billion (ตอนแรก)
ประเทศ (บริษัท)
1.Taiwan (41)
2.China (23)
3.Hong Kong (22)
Japan (22)
5.South Korea (21)
6.Singapore (20)
7.India (17)
8.Australia (12)
9.Malaysia (9)
10.Thailand (5)
11.New Zealand (4)
12.Pakistan (2)
13.Philippines (1)
Srilanka (1)
ดูจากอันดับประเทศที่มีบริษัทติดอันดับมากๆแล้วไม่น่าแปลกใจเท่าไหร่ เพราะประเทศจีนซึ่งเศรษฐกิจโตแบบฉุดไม่อยู่น่าจะต้องติดเยอะ ส่วนด้านเทคโนโลยีไต้หวัน,ญี่ปุ่นและเกาหลีใต้เป็นผู้ผลิตหลักๆของโลกอยู่แล้ว
ลองมาดูประเภทอุตสาหกรรมกันต่อดีกว่า(ผมเลือกเฉพาะ10อุตสาหกรรมที่มีบริษัทติดมากที่สุด)
อุตสาหกรรม (บริษัท) -ต่อด้วยตัวเลขที่น่าสนใจ
1.electrical components (20) -Taiwan (12) Japan (4) South Korea (2)
2.Semiconductors (13)-Taiwan(8) Japan (2) South Korea (2) และ Thailand (1) ของประเทศไทยคือบริษัท Team Precision
3.Industrial equipment (9)
4.metal working (8)
5.drugs (7)-India(3) South Korea (3) Hong Kong(1)
6.mining (5) Australia ทั้ง5เลยครับ
7.auto parts (4)
real estate development (4)
women apparel (4)
Chemicals (4)- มีบริษัท Thai Carbon Black ของไทยอยู่ด้วย
ประเภทของอุตสาหกรรมเป็นเรื่องที่น่าสนใจมากเพราะเราได้รู้ถึงเทรนด์ปัจจุบันและแนวโน้มในอนาคต ที่ผมสังเกตุเห็นคือไต้หวันมีบริษัทในกลุ่มอุตสาหกรรมที่ติดอันดับเยอะมาก ที่สำคัญยังมีกลุ่มที่ไม่ติดสิบอันดับนี้แต่เกี่ยวข้องกับกลุ่มที่2โดยตรงคือ semiconductor machinery (3) โดยมีบริษัทไต้หวันถึง2จาก3บริษัทในกลุ่มนี้
แต่ถือเป็นเรื่องที่ดีที่บริษัท Team Precision หรือชื่อย่อในตลาดหลักทรัพย์ว่า Team อยู่ในอุตสาหกรรมนี้ด้วย อย่างน้อยก็มีบริษัทไทยที่เกาะเทรนด์นี้ไปด้วย
พอแค่นี้ก่อนดีกว่า ไว้ผมจะมาต่อเรื่อง5บริษัทไทยว่ามีอะไรบ้างและใครทำธุรกิจอะไรกัน
วันพุธที่ ๓ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๕๐
สินค้าที่จับต้องไม่ได้
ในปัจจุบันคนเราเริ่มจับต้องเงินตรากันน้อยลง แต่ให้เลขดิจิตอลในการใช้จ่าย รูปแบบที่เห็นได้ชัดเจนคือ บัตรเครดิต,เช็ค และการโอนเงินผ่านทาง atm หรือผ่านอินเตอร์เนต สิ่งที่พัฒนาขึ้นมาอีกคือบัตรเครดิตสำหรับอินเตอร์เนตที่เรียกว่า e-webcard ซึ่งธนาคารจะให้เลขที่บัตรกับเลขหลังบัตร3ตัวมา แต่ไม่มีบัตรจริงๆ(ซึ่งผมใช้อยู่แล้วยอมรับว่าสะดวกมาก) ล่าสุดผมได้ซื้อเกมmonopoly(บ้านเราเรียกว่าเกมเศรษฐี) และเกมchocolatier(ประมาณว่าเป็นพ่อค้าช็อกโกแลต) มาจากเวบgamehouse.com ประเด็นที่ผมต้องการจะบอกอยู่ตรงนี้ครับ ทางgamehouseไม่ได้ส่งcdหรือdvdหรืออะไรมาให้ผมเลย ผมต้องทำการdownload fileจากเวบมาเอง และนำuserกับรหัสที่ทางgamehouseส่งมาให้ทางอีเมลหลังจากจ่ายเงินแล้วมาลงทะเบียนอีกที
พวกซอฟท์แวร์ต่างๆจริงๆแล้วผมถือว่าเราไม่สามารถจับต้องมันได้(เราจับได้แต่ภาชนะที่บรรจุมันไว้) แต่มีค่ามหาศาลต่อชีวิตคนในปัจจุบัน
secondlifeเป็นอีกหนึ่งตัวอย่าง ที่มีประชากรจำนวน9ล้านคนในvitual worldแห่งนี้ และสกุลเงินที่สามารถนำมาแลกเป็นเงินจริงๆได้เป็นสิ่งที่น่าดึงดูดสำหรับผู้เล่นรายย่อยๆทีต้องการหารายได้บนโลกไซเบอร์ นอกจากนี้พื้นที่ในsecondlifeกลายเป็นสมรภูมิรบของบรรดาบริษัทยักษ์ใหญ่ต่างๆที่ลงป้ายโฆษณาตามที่ต่างๆในโลกเสมือนจริง รวมถึงการสร้างร้านค้าเพื่อขายของ และสร้างเมืองของบริษัทของตนขึ้นมาบนโลกเสมือนจริง(มหาวิทยาลัยต่างๆเปิดสอนในsecondlifeกันด้วย ซึ่งของไทยก็มีabacที่กำลังดำเนินการสร้างอยู่)
จากที่ได้กล่าวมาทั้งหมดนั้นแสดงให้เห็นว่าโลกกำลังเดินหน้าเข้าสู่โลกเสมือนจริง ที่เราจับต้องสิ่งของกันน้อยลงแต่มีประสิทธิผลมากขึ้น